สำนักงานตรวจสอบสุขภาพอนามัยสัตว์และพืชประจำสหรัฐฯ (APHIS) กำลังเสนอที่จะปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์โดยยอมรับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 25 ประเทศเป็นภูมิภาคการค้าสัตว์ปีกสหภาพยุโรปซึ่งกำหนดโดย APHIS และให้ภูมิภาคดังกล่าวบรรจุอยู่ในรายชื่อภูมิภาคที่ APHIS พิจารณาว่าปลอดโรคนิวคาสเซิล
นอกจากนี้ APHIS ยังกำหนดว่าภูมิภาคดังกล่าวมีมาตรฐานที่สมควรได้รับพิจารณาว่าปลอดโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (HPAI) อีกทั้งยังเสนอที่จะออกข้อกำหนดการนำเข้านกและสัตว์ปีกมีชีวิตเช่นไข่ฟัก เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจ! ากภูมิภาคดังกล่าวและจะปรับปรุงความหมายและนิยามของศัพท์ในกลุ่มโรคสัตว์ปีกให้เป็นปัจจุบัน
APHIS กำลังดำเนิน 3 ขั้นตอนด้านการประเมินความเสี่ยงในด้านที่ APHIS ตัดสินใจแล้วว่าภูมิภาคดังกล่าวที่ได้รับเสนอเป็นไปตามข้อกำหนดของ APHIS ซึ่งสมควรได้รับพิจารณาว่าปลอดโรคนิวคาสเซิลและไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง โดยขั้นตอนดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกให้แก่การนำเข้านกและสัตว์ปีกมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูมิภาคดังกล่าว พร้อมทั้งยังเป็นการป้องกันเชื้อโรคดังกล่าวไม่ให้แพร่ระบาดในสหรัฐฯ
ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวตีพิมพ์ใน Federal Register เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 โดยเปิดให้แสดงข้อคิดเห็นถึงวันที่ 19 กันยายน 2554
ที่มา : World Poultry
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เวียดนามส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นลดลง
เป็นเวลาหลายปีที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปเป็นตลาดรายใหญ่ที่นำเข้ากุ้งจากเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 เดือนแรกของปีเวียดนามส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นลดลง
ในปี 2553 เวียดนามมีแนวโน้มส่งออกกุ้งสูงขึ้น โดยส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่นถึง 1.474 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งเวียดนามทั้งหมด (2.106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ในปี 2554 เวียดนามเสียตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นอันดับหนึ่งให้แก่ไทย โดยเวียดนามส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย! ่างมากในช่วงสามเดือนแรก และต่อมาส่งออกลดลงติดต่อกัน 3 เดือน เช่น ปริมาณลดลง 17.7% และมูลค่าลดลง 14.7%ในเดือนเมษายน 2554 ปริมาณลดลง 31.8% และมูลค่าลดลง 3.4% ในเดือนพฤษภาคม และปริมาณลดลง 19.1% และมูลค่าลดลง 12.2% ในเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการกุ้งและผู้ส่งออกกุ้งเวียดนามกำลังเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องจากโรคระบาด
ที่มา : FIS
ในปี 2553 เวียดนามมีแนวโน้มส่งออกกุ้งสูงขึ้น โดยส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่นถึง 1.474 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งเวียดนามทั้งหมด (2.106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ในปี 2554 เวียดนามเสียตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นอันดับหนึ่งให้แก่ไทย โดยเวียดนามส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย! ่างมากในช่วงสามเดือนแรก และต่อมาส่งออกลดลงติดต่อกัน 3 เดือน เช่น ปริมาณลดลง 17.7% และมูลค่าลดลง 14.7%ในเดือนเมษายน 2554 ปริมาณลดลง 31.8% และมูลค่าลดลง 3.4% ในเดือนพฤษภาคม และปริมาณลดลง 19.1% และมูลค่าลดลง 12.2% ในเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการกุ้งและผู้ส่งออกกุ้งเวียดนามกำลังเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องจากโรคระบาด
ที่มา : FIS
เชื้อ Salmonella ระบาดอีกระลอกในสหรัฐฯ คาดเนื้อไก่งวงบดเป็นเหตุ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศ และ หน่วยงานบริการตรวจสอบและความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) สืบหาสาเหตุของการระบาดของเชื้อ Salmonella Heidelberg ซึ่งทำให้ในขณะนี้มีผู้ป่วยจำนวน 77 รายใน 26 รัฐ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คาดว่าสาเหตุเกิดจากการบริโภคเนื้อไก่งวงบด เนื่องจากข้อมูลของผู้ป่วยจำนวน 25 ราย จากผู้ป่วยจำนวน 51 ราย ระบุว่าได้บริโภคเนื้อไก่งวงบด FSIS จึงได้แจ้งเตือนผู้บริโภคให้ปรุงเนื้อไก่งวงบดให้สุกดี ระมัดระวังการส่งต่อเนื้อไก่งวงบด การปนเปื้อนข้ามผลิตภัณฑ์และให้ปรุงเนื้อสัตว์ปีกทุกชนิดให้สุกด้วยอุณหภูมิที่ 165 องศาฟาเรนไฮต์
! ; เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ใช้วิธีแยกชิ้นส่วน DNA ของเชื้อ Salmonella ด้วยวิธี Pulse Field Gel Electrophoresis (PFGE) ในการตรวจหาสาเหตุประกอบกับข้อมูลจาก PulseNet ระบบเครือข่ายแห่งชาติ ห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์สาธารณสุขท้องถิ่นและส่วนกลางซึ่งตรวจหาสาเหตุโรคติดเชื้อจากอาหาร
ผลการเพาะเชื้อจากตัวอย่างเนื้อไก่งวงบดซึ่งซื้อมาจากร้านค้าปลีก 4 ร้านระหว่างวันที่ 7 มีนาคม และ 27 มิถุนายน 2554 พบเชื้อ Salmonella Heidelberg ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า 3 ใน 4 ของตัวอย่างชิ้นเนื้อผลิตจากแหล่งผลิตเดียวกัน ส่วนแหล่งผลิตตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ 4 กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวน
มีรายงานการเจ็บป่วยจากเชื้อดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 1 สิงหาคม 2554 โดยผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่! ต่ำกว่า 1 ปี จนถึง 88 ปี ซึ่งมีค่าอายุมัธยฐานที่ 23 ปี 4! 8 % ของผ ู้ป่วยเป็นเพศหญิง ข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวน 58 รายระบุว่า มีผู้ป่วย 22 รายรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
ที่มา : Food Safety News
! ; เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ใช้วิธีแยกชิ้นส่วน DNA ของเชื้อ Salmonella ด้วยวิธี Pulse Field Gel Electrophoresis (PFGE) ในการตรวจหาสาเหตุประกอบกับข้อมูลจาก PulseNet ระบบเครือข่ายแห่งชาติ ห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์สาธารณสุขท้องถิ่นและส่วนกลางซึ่งตรวจหาสาเหตุโรคติดเชื้อจากอาหาร
ผลการเพาะเชื้อจากตัวอย่างเนื้อไก่งวงบดซึ่งซื้อมาจากร้านค้าปลีก 4 ร้านระหว่างวันที่ 7 มีนาคม และ 27 มิถุนายน 2554 พบเชื้อ Salmonella Heidelberg ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า 3 ใน 4 ของตัวอย่างชิ้นเนื้อผลิตจากแหล่งผลิตเดียวกัน ส่วนแหล่งผลิตตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ 4 กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวน
มีรายงานการเจ็บป่วยจากเชื้อดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 1 สิงหาคม 2554 โดยผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่! ต่ำกว่า 1 ปี จนถึง 88 ปี ซึ่งมีค่าอายุมัธยฐานที่ 23 ปี 4! 8 % ของผ ู้ป่วยเป็นเพศหญิง ข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวน 58 รายระบุว่า มีผู้ป่วย 22 รายรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
ที่มา : Food Safety News
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
มะกันเรียกคืนเนื้อวัวถอดกระดูกแช่แข็ง
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 หน่วยงานบริการตรวจสอบและความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) รายงานว่าบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เรียกคืนเนื้อวัวถอดกระดูกแช่แข็งจำนวน 6,240 ปอนด์ ซึ่งนำเข้าจากฮอนดูรัส เนื่องจากอาจปนเปื้อนยาสัตว์ Ivermecin ซึ่งเป็นยากำจัดพยาธิในสัตว์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานการเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากเนื้อวัวดังกล่าว การเรียกคืนผลิตภัณฑ์ครั้งนี้จัดอยู่ในกลุ่มการเรียกคืนแบบ Class II ซึ่งจัดเป็นการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสส่งผลเสียต่อสุขภาพได้น้อย
FSIS กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 FSIS ตรวจพบการปนเปื้อน! ยาสัตว์ในเนื้อวัวดังกล่าวระหว่างการสุ่มตรวจตัวอย่างเป็นประจำในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของเนื้อวัวที่บริษัท Empacadora C&D ฮอนดูรัส ล็อตการผลิตซึ่งพบการปนเปื้อนยาสัตว์ดังกล่าวถูกปฏิเสธการนำเข้าในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากฮอนดูรัสแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของ FSIS ฝ่ายต่างประเทศในภายหลังว่า มีเนื้อวัวเพิ่มเติมจากแหล่งผลิตเดียวกันได้ถูกส่งมายังสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้แล้ว
เนื้อวัวถอดกระดูกซึ่งถูกเรียกคืนมีจำหน่ายใน บรรจุภัณฑ์กระดาษแข็งขนาด 60 ปอนด์ ยี่ห้อ C&D รหัสล็อต 60 146-11 A หรือ 60 146-11 B และวันที่แปรรูปคือวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ถูกส่งไปยังผู้แปรรูปในรัฐฟลอริดาและอิลลินอยส์
ที่มา : Food Safety News
FSIS กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 FSIS ตรวจพบการปนเปื้อน! ยาสัตว์ในเนื้อวัวดังกล่าวระหว่างการสุ่มตรวจตัวอย่างเป็นประจำในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของเนื้อวัวที่บริษัท Empacadora C&D ฮอนดูรัส ล็อตการผลิตซึ่งพบการปนเปื้อนยาสัตว์ดังกล่าวถูกปฏิเสธการนำเข้าในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากฮอนดูรัสแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของ FSIS ฝ่ายต่างประเทศในภายหลังว่า มีเนื้อวัวเพิ่มเติมจากแหล่งผลิตเดียวกันได้ถูกส่งมายังสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้แล้ว
เนื้อวัวถอดกระดูกซึ่งถูกเรียกคืนมีจำหน่ายใน บรรจุภัณฑ์กระดาษแข็งขนาด 60 ปอนด์ ยี่ห้อ C&D รหัสล็อต 60 146-11 A หรือ 60 146-11 B และวันที่แปรรูปคือวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ถูกส่งไปยังผู้แปรรูปในรัฐฟลอริดาและอิลลินอยส์
ที่มา : Food Safety News
รัสเซียส่งออกธัญพืชพุ่ง 30%
Yelena Skrynnik รัฐมนตรีเกษตรของรัสเซียกว่าว่ารัสเซียส่งออกธัญพืชกว่า 1.5 ล้านเมทริกตันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยมีผู้นำเข้าธัญพืชส่วนรายใหญ่คือตุรกี อียิปต์ อะเซอร์ไบจัน อิสราเอล และสหภาพยุโรป นอกจากนี้รัสเซียยังส่งออกธัญพืชไปช่วยเหลือประเทศต่างๆด้วยได้แก่ นิการากัว และเกาหลีเหนือ
ในปี 2554 รัสเซียส่งออกแป้งทำอาหารถึง 600,000 ตันซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า ซึ่งการส่งออกแป้งทำอาหารไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียห้ามการส่งออกธัญพืชถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากรัสเซียเผชิญความแห้งแล้งรุนแรงท! ี่สุดในรอบ 50 ปี
ที่มา : มกอช.
ในปี 2554 รัสเซียส่งออกแป้งทำอาหารถึง 600,000 ตันซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า ซึ่งการส่งออกแป้งทำอาหารไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียห้ามการส่งออกธัญพืชถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากรัสเซียเผชิญความแห้งแล้งรุนแรงท! ี่สุดในรอบ 50 ปี
ที่มา : มกอช.
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
รัสเซียนำเข้าวัตถุดิบอาหารและการเกษตรเพิ่มขึ้น 29.4 % ในครึ่งปีแรกของปี 54
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียนำเข้าวัตถุดิบอาหารและการเกษตรมูลค่า 18.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 29.4 % ในครึ่งแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2553
รัสเซียนำเข้าเนื้อโค สัตว์ปีก เนย ชา น้ำมันดอกทานตะวัน โกโก้ เครื่องดื่มและอาหารหลักอื่นๆเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ขณะที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น ปลา นมข้น น้ำตาลและบุหรี่ลดลง
การนำเข้าอาหารซึ่งคิดเป็น 15.9 %ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลง 2.4 % ในปี 2554
ในขณะเดียวกัน การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารลดลง 36.9% เหลือ 2,656.1 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553
ที่มา : Xinhua News
รัสเซียนำเข้าเนื้อโค สัตว์ปีก เนย ชา น้ำมันดอกทานตะวัน โกโก้ เครื่องดื่มและอาหารหลักอื่นๆเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ขณะที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น ปลา นมข้น น้ำตาลและบุหรี่ลดลง
การนำเข้าอาหารซึ่งคิดเป็น 15.9 %ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลง 2.4 % ในปี 2554
ในขณะเดียวกัน การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารลดลง 36.9% เหลือ 2,656.1 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553
ที่มา : Xinhua News
กิมจิไฟแดงยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมชั่วคราว
ในปี 2546 กระทรวงเกษตร อาหาร ป่าไม้ และประมงของเกาหลีใต้ (MIFAFF) ประกาศนโยบายที่จะเริ่มต้นทยอยยกเลิกใช้การใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมที่จำหน่ายในท้องตลาดไปจนกว่าจะมีการใช้มาตรการทางสัตวแพทย์ สาเหตุในการยกเลิกการใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์เนื่องจากต้องการลดการใช้ผิดและลดการดื้อยาปฏิชีวนะในมนุษย์
กระบวนการทยอยยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวินะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งมีการลดจำนวนชนิดยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอาหารสัตว์ผสมในทางการค้าจาก 53 เหลือ 25 ชนิด และลดเหลือ 18 ชนิดในเดื! อนมกราคม 2552 และยกเลิกที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
คาดว่ามาตรการทางสัตวแพทย์จะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในปลายปี 2012 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน MIFAFF ก็กำลังดำเนินการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และโรงผลิตอาหารสัตว์ การพัฒนาสารป้องกันโรคพร้อมตัวใหม่กับคู่มือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการปฏิรูปการเกษตรและการปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการเกิดโรค และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะและมาจากธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลสำคัญบางประการต้องทราบคือ
1.) ยังสามารถใส่ยาปฏิชีวนะได้ในอาหารสัตว์และน้ำในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ หากมีมาตรการสัตวแพทย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ตามอัตราส่วนที่แนะนำโดยสัตวแพทย์
2.) คาดว่าจะไม่กระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์ผสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่ผลิตจากสหรัฐฯ
3.) ยังคงมีการกำหนดปริมาณสารตกค้างยาสัตว์ของเกาหลีใต้ต่อไป เนื่องจากยังมีการใช้อาหารสัตว์ผสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เกาหลีใต้
4.) นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกับสัตว์ที่ใช้ผลิตเนื้อสัตว์นำเข้า หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีผลต่อเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ
ที่มา : The World Poultry
กระบวนการทยอยยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวินะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งมีการลดจำนวนชนิดยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอาหารสัตว์ผสมในทางการค้าจาก 53 เหลือ 25 ชนิด และลดเหลือ 18 ชนิดในเดื! อนมกราคม 2552 และยกเลิกที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
คาดว่ามาตรการทางสัตวแพทย์จะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในปลายปี 2012 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน MIFAFF ก็กำลังดำเนินการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และโรงผลิตอาหารสัตว์ การพัฒนาสารป้องกันโรคพร้อมตัวใหม่กับคู่มือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการปฏิรูปการเกษตรและการปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการเกิดโรค และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะและมาจากธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลสำคัญบางประการต้องทราบคือ
1.) ยังสามารถใส่ยาปฏิชีวนะได้ในอาหารสัตว์และน้ำในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ หากมีมาตรการสัตวแพทย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ตามอัตราส่วนที่แนะนำโดยสัตวแพทย์
2.) คาดว่าจะไม่กระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์ผสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่ผลิตจากสหรัฐฯ
3.) ยังคงมีการกำหนดปริมาณสารตกค้างยาสัตว์ของเกาหลีใต้ต่อไป เนื่องจากยังมีการใช้อาหารสัตว์ผสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เกาหลีใต้
4.) นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกับสัตว์ที่ใช้ผลิตเนื้อสัตว์นำเข้า หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีผลต่อเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ
ที่มา : The World Poultry
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)