ฟิลิปปินส์เล็งเห็นโอกาสที่จะส่งออกสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นในจีนและเวียดนาม หลังมีรายงานว่าการระบาดไข้หวัดนกของทั้งสองประเทศกระทบอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในประเทศเหล่านี้
Salvador Salacup ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกล่าวในการเปิดงาน Foods & Drinks Asia 2011 ที่จัดขึ้นในฟิลิปปินส์ว่า ฟิลิปินส์สามารถเจาะตลาดทั้งสองประเทศเพื่อส่งออกไก่ได้ เพราะว่าจีนและเวียดนามไม่สามารถพึ่งพาสัตว์ปีกในประเทศได้แล้วในขณะนี้
ปัจจุบันฟิลิปินส์ผลิตสัตว์ปีกให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ 93% ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขอยู่ในระหว่างจับตาสถานการณ์ไข้หวัดนกในจีนและเวียดนาม และประกาศว่าไม่ได้นำเข้าไก่จากจีนและเวียดนาม นอกจากนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ได้ระงับการนำเข้าสัตว์ปีกเวียดนามอีกด้วย
Salacup ยังกล่าวว่าฟิลิปปินส์ยังคงปลอดไข้หวัดนก และจะไม่ยอมให้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกและประชาชนต้องเสี่ยงกับโรคไข้หวัดนกด้วยการนำเข้าสัตว์ปีกที่เป็นโรคเข้ามาในประเทศ ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ประเทศพื้นบ้านยังคงสามารถนำเข้าไก่ได้
ที่มา : World Poultry (12 กันยายน 2554)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554
รัสเซียไฟแดงเนื้อสัตว์ผู้ส่งออกมะกัน
หน่วยงานสัตวแพทย์ของรัสเซียระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตวปีกของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ แห่งหนึ่งเนื่องจากการระบาดของเชื้อ Salmonella
จากของมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) พบว่ามีผู้ติดเชื้อจาก Salmonella 76 รายใน 26 รัฐ ของสหรัฐฯ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
ที่มา : World Poultry (9สิงหาคม2554)
รัสเซียไฟแดงเนื้อสัตว์ผู้ส่งออกมะกัน
หน่วยงานสัตวแพทย์ของรัสเซียระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตวปีกของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ แห่งหนึ่งเนื่องจากการระบาดของเชื้อ Salmonella
จากของมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) พบว่ามีผู้ติดเชื้อจาก Salmonella 76 รายใน 26 รัฐ ของสหรัฐฯ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
ที่มา : World Poultry (9สิงหาคม2554)
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เวียดนามส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นลดลง
เป็นเวลาหลายปีที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปเป็นตลาดรายใหญ่ที่นำเข้ากุ้งจากเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 เดือนแรกของปีเวียดนามส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นลดลง
ในปี 2553 เวียดนามมีแนวโน้มส่งออกกุ้งสูงขึ้น โดยส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่นถึง 1.474 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งเวียดนามทั้งหมด (2.106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ในปี 2554 เวียดนามเสียตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นอันดับหนึ่งให้แก่ไทย โดยเวียดนามส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย! ่างมากในช่วงสามเดือนแรก และต่อมาส่งออกลดลงติดต่อกัน 3 เดือน เช่น ปริมาณลดลง 17.7% และมูลค่าลดลง 14.7%ในเดือนเมษายน 2554 ปริมาณลดลง 31.8% และมูลค่าลดลง 3.4% ในเดือนพฤษภาคม และปริมาณลดลง 19.1% และมูลค่าลดลง 12.2% ในเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการกุ้งและผู้ส่งออกกุ้งเวียดนามกำลังเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องจากโรคระบาด
ที่มา : FIS
ในปี 2553 เวียดนามมีแนวโน้มส่งออกกุ้งสูงขึ้น โดยส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่นถึง 1.474 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งเวียดนามทั้งหมด (2.106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ในปี 2554 เวียดนามเสียตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นอันดับหนึ่งให้แก่ไทย โดยเวียดนามส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย! ่างมากในช่วงสามเดือนแรก และต่อมาส่งออกลดลงติดต่อกัน 3 เดือน เช่น ปริมาณลดลง 17.7% และมูลค่าลดลง 14.7%ในเดือนเมษายน 2554 ปริมาณลดลง 31.8% และมูลค่าลดลง 3.4% ในเดือนพฤษภาคม และปริมาณลดลง 19.1% และมูลค่าลดลง 12.2% ในเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการกุ้งและผู้ส่งออกกุ้งเวียดนามกำลังเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องจากโรคระบาด
ที่มา : FIS
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
รัสเซียส่งออกธัญพืชพุ่ง 30%
Yelena Skrynnik รัฐมนตรีเกษตรของรัสเซียกว่าว่ารัสเซียส่งออกธัญพืชกว่า 1.5 ล้านเมทริกตันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยมีผู้นำเข้าธัญพืชส่วนรายใหญ่คือตุรกี อียิปต์ อะเซอร์ไบจัน อิสราเอล และสหภาพยุโรป นอกจากนี้รัสเซียยังส่งออกธัญพืชไปช่วยเหลือประเทศต่างๆด้วยได้แก่ นิการากัว และเกาหลีเหนือ
ในปี 2554 รัสเซียส่งออกแป้งทำอาหารถึง 600,000 ตันซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า ซึ่งการส่งออกแป้งทำอาหารไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียห้ามการส่งออกธัญพืชถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากรัสเซียเผชิญความแห้งแล้งรุนแรงท! ี่สุดในรอบ 50 ปี
ที่มา : มกอช.
ในปี 2554 รัสเซียส่งออกแป้งทำอาหารถึง 600,000 ตันซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า ซึ่งการส่งออกแป้งทำอาหารไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียห้ามการส่งออกธัญพืชถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากรัสเซียเผชิญความแห้งแล้งรุนแรงท! ี่สุดในรอบ 50 ปี
ที่มา : มกอช.
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ออสซี่ไฟเขียวส่งออกวัวไปอินโด
นายโจ ลุดวิจ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของรัฐบาลกลางออสเตรเลียอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียได้อีกครั้ง โดยออสเตรเลียระงับการส่งออกเป็นเวลา 1 เดือนหลังจากรายการ Four Courners ช่อง ABC เผยแพร่ภาพการเชือดปศุสัตว์อย่างทารุณในโรงเชือดสัตว์ของอินโดนีเซีย
นายลุดวิจเปิดเผยว่าผู้ส่งออกปศุสัตว์สามารถของอนุญาตส่งออกได้เมื่อปศุสัตว์ที่ส่งออกเหล่านั้นได้รับการติดตั้งระบบการติดตามแล้ว การตัดสินใจอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียอีกครั้งเกิดขึ้น เนื่องจากปศุสัตว์มีชีวิตที่จะส่งออกไปอินโดนีเซียถูกทิ้งไว้ตามพื้นที่ทางเหนือของออสเตรเลีย! ทำให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ออสเตรเลียได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตามกลุ่มเรียกร้องสวัสดิภาพสัตว์ของออสเตรเลียรู้สึกตกใจกับคำตัดสินดังกล่าว โดยเปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดการระงับการนำเข้าปัจจุบันก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และโรงเชือดในอินโดนีเซียก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบซ้ำจากเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย
ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกปศุสัตว์ออสเตรเลียยอมรับการตัดสินใจ โดยกล่าวว่า จะยังคงไม่ส่งออกในปริมาณเดิมไปอีกนานและจะส่งออกไปอินโดนีเซียอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อมีการรับรองสวัสดิภาพของปศุสัตว์ออสเตรเลียตลอดห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดตามข้อกำหนดใหม่
ขณะที่นายฮัตตา ราชาสา รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียจะนำเข้าปศุสัตว์มีชีวิตจำนวน 180,000 ตัวจากออสเตรเลียในไตรมาส 3 ปี โดยรัฐมนตรีอินโดน! ีเซียได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายเควิน รั! ดด์ รัฐม นตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย
การนำเข้าครั้งนี้จะเป็นการนำเข้าปศุสัตว์ล็อตแรกจากออสเตรเลีย นับตั้งแต่ที่ออสเตรเลียได้ยกเลิกคำสั่งระงับการส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียในสัปดาห์แล้ว
นายฮัตตา กล่าวว่า อินโดนีเซียจะปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของโรงฆ่าสัตว์ในประเทศ "เราจะยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะติดตามสอดส่องดูแลว่ามีการดำเนินการตามมาตรฐานหรือไม่"
ที่มา : Australian Food News –Voice TV
นายลุดวิจเปิดเผยว่าผู้ส่งออกปศุสัตว์สามารถของอนุญาตส่งออกได้เมื่อปศุสัตว์ที่ส่งออกเหล่านั้นได้รับการติดตั้งระบบการติดตามแล้ว การตัดสินใจอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียอีกครั้งเกิดขึ้น เนื่องจากปศุสัตว์มีชีวิตที่จะส่งออกไปอินโดนีเซียถูกทิ้งไว้ตามพื้นที่ทางเหนือของออสเตรเลีย! ทำให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ออสเตรเลียได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตามกลุ่มเรียกร้องสวัสดิภาพสัตว์ของออสเตรเลียรู้สึกตกใจกับคำตัดสินดังกล่าว โดยเปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดการระงับการนำเข้าปัจจุบันก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และโรงเชือดในอินโดนีเซียก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบซ้ำจากเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย
ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกปศุสัตว์ออสเตรเลียยอมรับการตัดสินใจ โดยกล่าวว่า จะยังคงไม่ส่งออกในปริมาณเดิมไปอีกนานและจะส่งออกไปอินโดนีเซียอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อมีการรับรองสวัสดิภาพของปศุสัตว์ออสเตรเลียตลอดห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดตามข้อกำหนดใหม่
ขณะที่นายฮัตตา ราชาสา รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียจะนำเข้าปศุสัตว์มีชีวิตจำนวน 180,000 ตัวจากออสเตรเลียในไตรมาส 3 ปี โดยรัฐมนตรีอินโดน! ีเซียได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายเควิน รั! ดด์ รัฐม นตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย
การนำเข้าครั้งนี้จะเป็นการนำเข้าปศุสัตว์ล็อตแรกจากออสเตรเลีย นับตั้งแต่ที่ออสเตรเลียได้ยกเลิกคำสั่งระงับการส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียในสัปดาห์แล้ว
นายฮัตตา กล่าวว่า อินโดนีเซียจะปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของโรงฆ่าสัตว์ในประเทศ "เราจะยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะติดตามสอดส่องดูแลว่ามีการดำเนินการตามมาตรฐานหรือไม่"
ที่มา : Australian Food News –Voice TV
ออสซี่ไฟเขียวส่งออกวัวไปอินโด
นายโจ ลุดวิจ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของรัฐบาลกลางออสเตรเลียอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียได้อีกครั้ง โดยออสเตรเลียระงับการส่งออกเป็นเวลา 1 เดือนหลังจากรายการ Four Courners ช่อง ABC เผยแพร่ภาพการเชือดปศุสัตว์อย่างทารุณในโรงเชือดสัตว์ของอินโดนีเซีย
นายลุดวิจเปิดเผยว่าผู้ส่งออกปศุสัตว์สามารถของอนุญาตส่งออกได้เมื่อปศุสัตว์ที่ส่งออกเหล่านั้นได้รับการติดตั้งระบบการติดตามแล้ว การตัดสินใจอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียอีกครั้งเกิดขึ้น เนื่องจากปศุสัตว์มีชีวิตที่จะส่งออกไปอินโดนีเซียถูกทิ้งไว้ตามพื้นที่ทางเหนือของออสเตรเลีย! ทำให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ออสเตรเลียได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตามกลุ่มเรียกร้องสวัสดิภาพสัตว์ของออสเตรเลียรู้สึกตกใจกับคำตัดสินดังกล่าว โดยเปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดการระงับการนำเข้าปัจจุบันก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และโรงเชือดในอินโดนีเซียก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบซ้ำจากเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย
ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกปศุสัตว์ออสเตรเลียยอมรับการตัดสินใจ โดยกล่าวว่า จะยังคงไม่ส่งออกในปริมาณเดิมไปอีกนานและจะส่งออกไปอินโดนีเซียอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อมีการรับรองสวัสดิภาพของปศุสัตว์ออสเตรเลียตลอดห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดตามข้อกำหนดใหม่
ขณะที่นายฮัตตา ราชาสา รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียจะนำเข้าปศุสัตว์มีชีวิตจำนวน 180,000 ตัวจากออสเตรเลียในไตรมาส 3 ปี โดยรัฐมนตรีอินโดน! ีเซียได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายเควิน รั! ดด์ รัฐม นตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย
การนำเข้าครั้งนี้จะเป็นการนำเข้าปศุสัตว์ล็อตแรกจากออสเตรเลีย นับตั้งแต่ที่ออสเตรเลียได้ยกเลิกคำสั่งระงับการส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียในสัปดาห์แล้ว
นายฮัตตา กล่าวว่า อินโดนีเซียจะปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของโรงฆ่าสัตว์ในประเทศ "เราจะยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะติดตามสอดส่องดูแลว่ามีการดำเนินการตามมาตรฐานหรือไม่"
ที่มา : Australian Food News –Voice TV
นายลุดวิจเปิดเผยว่าผู้ส่งออกปศุสัตว์สามารถของอนุญาตส่งออกได้เมื่อปศุสัตว์ที่ส่งออกเหล่านั้นได้รับการติดตั้งระบบการติดตามแล้ว การตัดสินใจอนุญาตให้ส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียอีกครั้งเกิดขึ้น เนื่องจากปศุสัตว์มีชีวิตที่จะส่งออกไปอินโดนีเซียถูกทิ้งไว้ตามพื้นที่ทางเหนือของออสเตรเลีย! ทำให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ออสเตรเลียได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตามกลุ่มเรียกร้องสวัสดิภาพสัตว์ของออสเตรเลียรู้สึกตกใจกับคำตัดสินดังกล่าว โดยเปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดการระงับการนำเข้าปัจจุบันก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และโรงเชือดในอินโดนีเซียก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบซ้ำจากเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย
ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกปศุสัตว์ออสเตรเลียยอมรับการตัดสินใจ โดยกล่าวว่า จะยังคงไม่ส่งออกในปริมาณเดิมไปอีกนานและจะส่งออกไปอินโดนีเซียอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อมีการรับรองสวัสดิภาพของปศุสัตว์ออสเตรเลียตลอดห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดตามข้อกำหนดใหม่
ขณะที่นายฮัตตา ราชาสา รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียจะนำเข้าปศุสัตว์มีชีวิตจำนวน 180,000 ตัวจากออสเตรเลียในไตรมาส 3 ปี โดยรัฐมนตรีอินโดน! ีเซียได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายเควิน รั! ดด์ รัฐม นตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย
การนำเข้าครั้งนี้จะเป็นการนำเข้าปศุสัตว์ล็อตแรกจากออสเตรเลีย นับตั้งแต่ที่ออสเตรเลียได้ยกเลิกคำสั่งระงับการส่งออกปศุสัตว์ไปยังอินโดนีเซียในสัปดาห์แล้ว
นายฮัตตา กล่าวว่า อินโดนีเซียจะปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของโรงฆ่าสัตว์ในประเทศ "เราจะยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะติดตามสอดส่องดูแลว่ามีการดำเนินการตามมาตรฐานหรือไม่"
ที่มา : Australian Food News –Voice TV
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ไทยห้ามส่งออกหมูไปประเทศเพื่อนบ้าน หวังลดราคาค้าปลีก
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า ราคาเนื้อสุกรจะลดลงเร็วๆนี้ หลังจากระงับการส่งออกสุกรไปประเทศเพื่อนบ้านในสัปดาห์นี้
กรมการค้าภายในจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการระงับการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หลังพบว่ามีการส่งสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเนื่องจากจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าภายในประเทศ
ไทยควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 70 บาท ขณะที่ราคาในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเวียดนาม และ ก! ัมพูชา อยู่ที่ กิโลกรัมละ 80-90 บาท
เมื่อวันที 29 มิถุนายน 2554 นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จะต้องมีมาตรการทางกฎหมายระงับการส่งออกเนื้อสุกรอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ ผู้ลักลอบขนย้ายสุกรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงจะถูกปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรมการค้าภายในร่วมกับ กรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์จะตรวจตราการขนย้ายสุกรในจังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรามีการขนย้ายสุกรไปยังพื้นที่อื่นๆ ผิดปกติ และเพิ่มเติมว่า หลังจากจากควบคุมการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าราคาสุกรภายในประเทศจะลดลง ทั้งนี้พบว่าการขนส่งสุกรตามแนวชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านพุ่งสูงขึ้นจากสุกร 200-300 ตัวเป็น กว่า1,000 ตัว ต่อเดือนโดยเฉลี่ย โดยตามปกติ การส่งออกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3! - 4 % ของการผลิตของสุกรทั้งหมดจำนวน 12 ล้านตัวต่อปี ราคาเนื้อส! ุกรค้าปล ีกแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ไม่เกิน 130 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีการจำหน่ายเนื้อสุกรค้าปลีกในตลาดที่ 135 บาทหรือสูงกว่า ต่อกิโลกรัม
ที่มา : The Pig Site
กรมการค้าภายในจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการระงับการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หลังพบว่ามีการส่งสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเนื่องจากจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าภายในประเทศ
ไทยควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 70 บาท ขณะที่ราคาในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเวียดนาม และ ก! ัมพูชา อยู่ที่ กิโลกรัมละ 80-90 บาท
เมื่อวันที 29 มิถุนายน 2554 นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จะต้องมีมาตรการทางกฎหมายระงับการส่งออกเนื้อสุกรอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ ผู้ลักลอบขนย้ายสุกรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงจะถูกปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรมการค้าภายในร่วมกับ กรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์จะตรวจตราการขนย้ายสุกรในจังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรามีการขนย้ายสุกรไปยังพื้นที่อื่นๆ ผิดปกติ และเพิ่มเติมว่า หลังจากจากควบคุมการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าราคาสุกรภายในประเทศจะลดลง ทั้งนี้พบว่าการขนส่งสุกรตามแนวชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านพุ่งสูงขึ้นจากสุกร 200-300 ตัวเป็น กว่า1,000 ตัว ต่อเดือนโดยเฉลี่ย โดยตามปกติ การส่งออกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3! - 4 % ของการผลิตของสุกรทั้งหมดจำนวน 12 ล้านตัวต่อปี ราคาเนื้อส! ุกรค้าปล ีกแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ไม่เกิน 130 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีการจำหน่ายเนื้อสุกรค้าปลีกในตลาดที่ 135 บาทหรือสูงกว่า ต่อกิโลกรัม
ที่มา : The Pig Site
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ออสเตรเลียสั่งห้ามส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซีย
นายโจ ลุดวิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลียมีคำสั่งระงับการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังโรงฆ่าสัตว์ 11 แห่งในอินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติต่อปศุสัตว์ของออสเตรเลีย
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไลฟ์คอร์ป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของออสเตรเลีย ได้มอบบันทึกวิดีโอของกลุ่มรักษ์สัตว์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทารุณสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์หลายแห่งในอินโดนีเซีย
วิดีโอดังกล่าวซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าว ABC News แสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่ถูกเตะ เฆี่ยนและทุบตี คอที่ถูกเฉือน ลูกตาที่ถลนออกมา และหางขาด
นายลุดวิกกล่าวว่า เขาถึงกับช็อกเมื่อได้ดูวิดีโอ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อสร้างมาตรฐานสวัสดิการสัตว์ยังไม่ก้าวหน้าหรือรวดเร็วเท่าที่ควร และต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องลงมือทำ
นอกจากนี้ กลุ่มกรีนพีชและหน่วยงานอิสระอีก 2 กลุ่มยังออกมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียในทันที ขณะที่รัฐบาลผสมของออสเตรเลียได้เสนอให้มีการทบทวนอุตสาหกรรมส่งออกปศุสัตว์มีชีวิต
ทั้งนี้ ไลฟ์คอร์ป ได้มอบคลิบวิดีโอดังกล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทางอุตสาหกรรมได้ประกาศระงับการค้ากับโรงฆ่าสัตว์ที่เลวร้ายที่สุด 3 แห่ง ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งทีมฝึกอบรมของผู้เชี่ยวชาญไปยังโรงฆ่าสัตว์ในอินโดนีเซีย
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไลฟ์คอร์ป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของออสเตรเลีย ได้มอบบันทึกวิดีโอของกลุ่มรักษ์สัตว์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทารุณสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์หลายแห่งในอินโดนีเซีย
วิดีโอดังกล่าวซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าว ABC News แสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่ถูกเตะ เฆี่ยนและทุบตี คอที่ถูกเฉือน ลูกตาที่ถลนออกมา และหางขาด
นายลุดวิกกล่าวว่า เขาถึงกับช็อกเมื่อได้ดูวิดีโอ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อสร้างมาตรฐานสวัสดิการสัตว์ยังไม่ก้าวหน้าหรือรวดเร็วเท่าที่ควร และต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องลงมือทำ
นอกจากนี้ กลุ่มกรีนพีชและหน่วยงานอิสระอีก 2 กลุ่มยังออกมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียในทันที ขณะที่รัฐบาลผสมของออสเตรเลียได้เสนอให้มีการทบทวนอุตสาหกรรมส่งออกปศุสัตว์มีชีวิต
ทั้งนี้ ไลฟ์คอร์ป ได้มอบคลิบวิดีโอดังกล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทางอุตสาหกรรมได้ประกาศระงับการค้ากับโรงฆ่าสัตว์ที่เลวร้ายที่สุด 3 แห่ง ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งทีมฝึกอบรมของผู้เชี่ยวชาญไปยังโรงฆ่าสัตว์ในอินโดนีเซีย
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ป้ายกำกับ:
มีชีวิต,
ส่งออก,
สั่งห้าม,
สัตว์,
ออสเตรเลีย,
อินโดนีเซีย
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
รัสเซียเตรียมยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกธัญพืช
นายวลาดิมีร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซียเปิดเผยว่ารัสเซียจะยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกธัญพืช ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป เนื่องจากเห็นว่าสต็อกสำรองในประเทศมีปริมาณมากพอ หลังจากบังคับใช้กฎนี้มาตั้งแต่กลางปี 2553 เนื่องจากปัญหาภัยแล้งคุกคาม ซึ่งการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจะช่วยเพิ่มอุปทานในตลาดโลก
นายวิคเตอร์ ซุปคอฟ รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวว่าเกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นถึง 10% และยอดสต๊อกได้เพิ่มสูงกว่า 6 ล้านตันในปีนี้และกระทรวงเกษตรของรัสเซียคาดว่า ผลผลิตธัญพืชของประเทศอาจอยู่ที่ 85-90 ล้านตัน เมื่อเทียบกับ 60.9 ล้านตันในปีก่อน
ด้านกระทรวงเกษตรของสหรัฐคาดว่ารัสเซียอาจส่งออกข้าวสาลีจำนวน 10 ล้านตัน ในช่วง 12 เดือนหน้าไปจนถึงเดือนกรกฎาคมปีหน้าเมื่อเทียบกับ 4 ล้านตันในปีปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังต่ำกว่าระดับ 18.6 ล้านตันที่รัสเซียส่งออกในปีก่อนเป็นอย่างมาก ส่วนการส่งออกข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน จาก 25,000 ตัน ในขณะที่สต็อกข้าวโพดเพิ่มขึ้นเพียง 800,000 ตัน จาก 300,000 ตัน
นายอเล็กซานเดอร์ คอร์บุท รองประธานสหภาพธัญพืชของรัสเซียซึ่งเป็นกลุ่มล๊อบบี้ด้านการส่งออกธัญพืชรายใหญ่ที่สุด กล่าวว่า รัสเซียมีปริมาณข้าวสาลีสำหรับส่งออกจำนวน 4 ล้านตัน จากภาคใต้ของประเทศแม้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งจะมีคุณภาพไม่ดีพอสำหรับการส่งออก ในขณะที่ท่าเรือของรัสเซียสามารถให้บริการส่งออกได้ราว 3.5 ล้านตันต่อเดือน
นอกจากนี้นายคอร์บุทกล่าวเสริมว่าการกลับมาส่งออกอีกครั้งของรัสเซียอาจทำให้ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกลดลง 5-7% ในขณะที่ราคาในประเทศอาจเพิ่มขึ้น 15-20%
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ ระบุว่าการระงับส่งออกธัญพืชของรัสเซียซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก มีส่วนกระตุ้นให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว
อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การลุกฮือต่อต้านรัฐบาลในโลกอาหรับและแอฟริกาเหนือ
ที่มา : Voice TV และสำนักข่าวแห่งชาติ
นายวิคเตอร์ ซุปคอฟ รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวว่าเกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นถึง 10% และยอดสต๊อกได้เพิ่มสูงกว่า 6 ล้านตันในปีนี้และกระทรวงเกษตรของรัสเซียคาดว่า ผลผลิตธัญพืชของประเทศอาจอยู่ที่ 85-90 ล้านตัน เมื่อเทียบกับ 60.9 ล้านตันในปีก่อน
ด้านกระทรวงเกษตรของสหรัฐคาดว่ารัสเซียอาจส่งออกข้าวสาลีจำนวน 10 ล้านตัน ในช่วง 12 เดือนหน้าไปจนถึงเดือนกรกฎาคมปีหน้าเมื่อเทียบกับ 4 ล้านตันในปีปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังต่ำกว่าระดับ 18.6 ล้านตันที่รัสเซียส่งออกในปีก่อนเป็นอย่างมาก ส่วนการส่งออกข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน จาก 25,000 ตัน ในขณะที่สต็อกข้าวโพดเพิ่มขึ้นเพียง 800,000 ตัน จาก 300,000 ตัน
นายอเล็กซานเดอร์ คอร์บุท รองประธานสหภาพธัญพืชของรัสเซียซึ่งเป็นกลุ่มล๊อบบี้ด้านการส่งออกธัญพืชรายใหญ่ที่สุด กล่าวว่า รัสเซียมีปริมาณข้าวสาลีสำหรับส่งออกจำนวน 4 ล้านตัน จากภาคใต้ของประเทศแม้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งจะมีคุณภาพไม่ดีพอสำหรับการส่งออก ในขณะที่ท่าเรือของรัสเซียสามารถให้บริการส่งออกได้ราว 3.5 ล้านตันต่อเดือน
นอกจากนี้นายคอร์บุทกล่าวเสริมว่าการกลับมาส่งออกอีกครั้งของรัสเซียอาจทำให้ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกลดลง 5-7% ในขณะที่ราคาในประเทศอาจเพิ่มขึ้น 15-20%
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ ระบุว่าการระงับส่งออกธัญพืชของรัสเซียซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก มีส่วนกระตุ้นให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว
อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การลุกฮือต่อต้านรัฐบาลในโลกอาหรับและแอฟริกาเหนือ
ที่มา : Voice TV และสำนักข่าวแห่งชาติ
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554
อานิสงส์ส่งออกไก่
เหตุแผ่นดินไหวและการเกิดคลื่นสึนามิในญี่ปุนมีผลกระทบต่อโรงงานอาหารสัตว์ และพื้นที่การเพาะเลี้ยงปศุสัตว์หลายแห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในจังหวัดมิยางิ ฟูกูชิมะ และอิวาเตะ ที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งใน 3 จังหวัดดังกล่าวเป็นพื้นที่ผลผลิตไก่เนื้อประมาณ 20% หากผลผลิตได้รับความเสียหายทั้งหมด จะทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าเนื้อไก่เพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ
ผนวกกับอานิสงส์จากที่ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในช่วงต้น ปี 2554 ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องกำจัดไก่เนื้อประมาณ 2 แสนตัว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าจากปัจจัยข้างต้นจะช่วยส่งผลให้ผู้ส่งออกไก่ของไทยได้รับอานิสงส์จาก การเพิ่มการนำเข้าเนื้อไก่แปรรูปของญี่ปุ่น เนื่องจากความต้องการนำเข้าเนื้อไก่ของญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากใน ปี 2554 ประมาณ 2.01 ล้านตัน แบ่งเป็นการผลิตเอง 1.275 ล้านตัน หรือ 63.4% ของปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อไก่ทั้งหมด และนำเข้า 7.35 แสนตัน ปริมาณการผลิตไก่เนื้อในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 30% ของปริมาณการผลิตไก่เนื้อทั้งหมด หรือประมาณ 0.38 ล้านตัน
ทั้งนี้ จากการบริโภคเนื้อไก่ในครัวเรือนของญี่ปุ่นมีสัดส่วนถึง 60% ของการบริโภคเนื้อไก่ทั้งหมด กลุ่มธุรกิจบริการอาหาร 30% และอุตสาหกรรมแปรรูป 10% อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนที่ราคานำเข้าไก่แปรรูปถูกกว่าไทยมากใน ระดับเฉลี่ย 4,070.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่นำเข้าไก่แปรรูปจากไทยในระดับเฉลี่ย 4,522.79 ดอลลาร์สหรัฐ
&! nbsp; แต่ไทยยังมีความได้เปรียบใน! เรื่องคว ามหลากหลายของสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ อย่างครบถ้วน รวมทั้งยังมีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องความปลอดภัยของสินค้า ไม่เคยมีประวัติในเรื่องสารปนเปื้อนและสารตกค้าง ศูนย์วิจัยฯ คาดว่ามูลค่าส่งออกไก่แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นในปี 2554 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15.0% เทียบกับ 11.5% ในปี 2553
ดังนั้น ไทยต้องเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตไก่เนื้อจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้ง ญี่ปุ่น และความต้องการนำเข้าเนื้อไก่จากสหภาพยุโรป ที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่แทนเนื้อสุกรในเยอรมนี หลังตรวจพบสารไดออกซินปนเปื้อนในอาหารสัตว์ และแรงกดดันด้านการต่อรองราคาผ่อนคลายลง
ที่มา : ข่าวสด
ผนวกกับอานิสงส์จากที่ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในช่วงต้น ปี 2554 ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องกำจัดไก่เนื้อประมาณ 2 แสนตัว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าจากปัจจัยข้างต้นจะช่วยส่งผลให้ผู้ส่งออกไก่ของไทยได้รับอานิสงส์จาก การเพิ่มการนำเข้าเนื้อไก่แปรรูปของญี่ปุ่น เนื่องจากความต้องการนำเข้าเนื้อไก่ของญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากใน ปี 2554 ประมาณ 2.01 ล้านตัน แบ่งเป็นการผลิตเอง 1.275 ล้านตัน หรือ 63.4% ของปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อไก่ทั้งหมด และนำเข้า 7.35 แสนตัน ปริมาณการผลิตไก่เนื้อในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 30% ของปริมาณการผลิตไก่เนื้อทั้งหมด หรือประมาณ 0.38 ล้านตัน
ทั้งนี้ จากการบริโภคเนื้อไก่ในครัวเรือนของญี่ปุ่นมีสัดส่วนถึง 60% ของการบริโภคเนื้อไก่ทั้งหมด กลุ่มธุรกิจบริการอาหาร 30% และอุตสาหกรรมแปรรูป 10% อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนที่ราคานำเข้าไก่แปรรูปถูกกว่าไทยมากใน ระดับเฉลี่ย 4,070.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่นำเข้าไก่แปรรูปจากไทยในระดับเฉลี่ย 4,522.79 ดอลลาร์สหรัฐ
&! nbsp; แต่ไทยยังมีความได้เปรียบใน! เรื่องคว ามหลากหลายของสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ อย่างครบถ้วน รวมทั้งยังมีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องความปลอดภัยของสินค้า ไม่เคยมีประวัติในเรื่องสารปนเปื้อนและสารตกค้าง ศูนย์วิจัยฯ คาดว่ามูลค่าส่งออกไก่แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นในปี 2554 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15.0% เทียบกับ 11.5% ในปี 2553
ดังนั้น ไทยต้องเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตไก่เนื้อจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้ง ญี่ปุ่น และความต้องการนำเข้าเนื้อไก่จากสหภาพยุโรป ที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่แทนเนื้อสุกรในเยอรมนี หลังตรวจพบสารไดออกซินปนเปื้อนในอาหารสัตว์ และแรงกดดันด้านการต่อรองราคาผ่อนคลายลง
ที่มา : ข่าวสด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)