จากการศึกษาของคณะกรรมการ BIOHAZ Panel ของสำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) ทำให้เกิดการเรียกร้องให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ผลิตเป็นอาหารในสหภาพยุโรป โดยระบุว่า การใช้ยาปฎิชีวนะในสัตว์ที่เป็นอาหาร ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ เนื่องจากมีสายพันธุ์แบคทีเรียดื้อยาเพิ่มขึ้น ทางเลือกหนึ่งคือการลดการใช้หรือเลิกใช้ cephalosporins ในการผลิตอาหารสัตว์
EFSA ระบุว่า การดื้อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในคน และยาที่ใช้การรักษาการติดเชื้อเกิดขึ้น เนื่องจากแบคทีเรียพัฒนากระบวนการ ซึ่งจะลดประสิทธิภาพของยาเหล่าน! ั้น
ในการประเมินความเสี่ยงของ BIOHAZ พบว่า แม้ว่าแบคทีเรียจะต่างชนิดกัน เช่น E.coli, Salmonella แต่สามารถผลิตเอนไซม์ 2 ชนิด ได้แก่ extended-spectrum beta-lactamases (ESBL) และ AmpC beta-lactamases (AmpC) ซึ่งจะทำให้ยาปฏิชีวนะ เช่น penicillins, cephalosporins เสื่อมประสิทธิภาพ
ตั้งแต่ปี 2543 พบเชื้อ E.coli และ Salmonella ที่ผลิตเอนไซม์ ESBL/AmpC ในอาหารและสัตว์มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในไก่มีชีวิต และเนื้อไก่ ไข่ และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอื่นๆ
BIOHAZ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด การวิวัฒนาการ และการแพร่กระจายของแบคทีเรียที่ผลิตเอนไซม์ ESBL/AmpC สรุปได้ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะทั่วไป (ไม่เฉพาะ cephalosporins) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสายพันธุ์แบคทีเรียที่ดื้อ! ยาปฏิชีวนะเหล่านี้
ที่มา : The Pig Site
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
กิมจิไฟแดงยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมชั่วคราว
ในปี 2546 กระทรวงเกษตร อาหาร ป่าไม้ และประมงของเกาหลีใต้ (MIFAFF) ประกาศนโยบายที่จะเริ่มต้นทยอยยกเลิกใช้การใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมที่จำหน่ายในท้องตลาดไปจนกว่าจะมีการใช้มาตรการทางสัตวแพทย์ สาเหตุในการยกเลิกการใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์เนื่องจากต้องการลดการใช้ผิดและลดการดื้อยาปฏิชีวนะในมนุษย์
กระบวนการทยอยยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวินะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งมีการลดจำนวนชนิดยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอาหารสัตว์ผสมในทางการค้าจาก 53 เหลือ 25 ชนิด และลดเหลือ 18 ชนิดในเดื! อนมกราคม 2552 และยกเลิกที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
คาดว่ามาตรการทางสัตวแพทย์จะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในปลายปี 2012 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน MIFAFF ก็กำลังดำเนินการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และโรงผลิตอาหารสัตว์ การพัฒนาสารป้องกันโรคพร้อมตัวใหม่กับคู่มือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการปฏิรูปการเกษตรและการปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการเกิดโรค และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะและมาจากธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลสำคัญบางประการต้องทราบคือ
1.) ยังสามารถใส่ยาปฏิชีวนะได้ในอาหารสัตว์และน้ำในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ หากมีมาตรการสัตวแพทย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ตามอัตราส่วนที่แนะนำโดยสัตวแพทย์
2.) คาดว่าจะไม่กระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์ผสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่ผลิตจากสหรัฐฯ
3.) ยังคงมีการกำหนดปริมาณสารตกค้างยาสัตว์ของเกาหลีใต้ต่อไป เนื่องจากยังมีการใช้อาหารสัตว์ผสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เกาหลีใต้
4.) นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกับสัตว์ที่ใช้ผลิตเนื้อสัตว์นำเข้า หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีผลต่อเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ
ที่มา : The World Poultry
กระบวนการทยอยยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวินะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งมีการลดจำนวนชนิดยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอาหารสัตว์ผสมในทางการค้าจาก 53 เหลือ 25 ชนิด และลดเหลือ 18 ชนิดในเดื! อนมกราคม 2552 และยกเลิกที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554
คาดว่ามาตรการทางสัตวแพทย์จะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในปลายปี 2012 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน MIFAFF ก็กำลังดำเนินการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และโรงผลิตอาหารสัตว์ การพัฒนาสารป้องกันโรคพร้อมตัวใหม่กับคู่มือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการปฏิรูปการเกษตรและการปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการเกิดโรค และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะและมาจากธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลสำคัญบางประการต้องทราบคือ
1.) ยังสามารถใส่ยาปฏิชีวนะได้ในอาหารสัตว์และน้ำในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ หากมีมาตรการสัตวแพทย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ตามอัตราส่วนที่แนะนำโดยสัตวแพทย์
2.) คาดว่าจะไม่กระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์ผสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่ผลิตจากสหรัฐฯ
3.) ยังคงมีการกำหนดปริมาณสารตกค้างยาสัตว์ของเกาหลีใต้ต่อไป เนื่องจากยังมีการใช้อาหารสัตว์ผสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เกาหลีใต้
4.) นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกับสัตว์ที่ใช้ผลิตเนื้อสัตว์นำเข้า หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีผลต่อเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ
ที่มา : The World Poultry
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ญี่ปุ่นแก้ไขค่า MRL สารเคมีทางการเกษตร และยาที่ใช้กับสัตว์
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น (MHLW) ได้จัดประชุมชี้แจงรายละเอียดการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานสารเคมีทางการเกษตร ครั้งที่ 150 สรุปสาระสำคัญดังนี้
1. แก้ไขค่า MRL สารเคมีทางการเกษตรและยาที่ใช้กับสัตว์ 5 ชนิด ได้แก่
1.1 Ethychlozate (สารเร่งการเจริญเติบโต) มีความเข้มงวดต่อสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทยหลายชนิด ได้แก่ ข้าว หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว กล้วย ม! ะม่วง รายละเอียดดังตารางหน้า 5-7
1.2 Oxyflurfen (สารกำจัดวัชพืช) สินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ รายละเอียดดังตารางหน้า 8-9
1.3 Pymetrozine (สารกำจัดแมลง) สินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว กล้วย มะม่วง รายละเอียดดังตารางหน้า 10-12
1.4 Clavulanic acid (สารยับยั้งเอนไซม์ beta-lactamase) เป็นสารที่ห้ามใช้ในญี่ปุ่น ห้ามตกค้างในอาหารทุกรายการ ยกเว้นรายการอาหารที่ปรากฎในตารางหน้า 13
1.5 Prifinium (anticonvulsant for the bovine gastrointestinal a! nd urinary tracts) รายละเอียดดังตารางหน้า 14
&nb! sp; ; กรณีไม่ได้ระบุ MRL Draft ให้ใช้ระดับ 0.01 ppm. (uniform limit) ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความเห็นต่อร่างดังกล่าวไปยัง MHLW ได้จนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 หากพ้นกำหนดให้ส่งความเห็นไปทาง enquiry point in accordance with the WTO/SPS agreement ต่อไป หรือส่งมาทาง spsthailand@gmail.com หรือ sps@acfs.go.th
2. พิจารณากำหนดมาตรฐานเนื้อสัตว์สำหรับบริโภคดิบ
สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2554 มีชาวญี่ปุ่นป่วยเป็นจ! ำนวน 169 ราย และเสียชีวิต 4 ราย จากอาหารเป็นพิษ เนื่องจากบริโภคเนื้อโคดิบที่ไม่ได้แปรรูปอย่างถูกสุขอนามัย ดังนั้น MHLW จึงพิจารณากำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรฐานเนื้อโคสำหรับการบริโภคดิบ มาตรฐานการแปรรูป การเก็บรักษา ข้อกำหนดด้านสถานที่ปรุงอาหาร วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ คุณสมบัติของผู้ปรุงอาหาร โดยกำหนดที่จะประกาศบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อคิดเห็นไปยัง MHLW โดยตรง จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 หากพ้นกำหนดนี้สามารถแสดงความเห็นผ่านทาง enquiry point in accordance with the WTO/SPS agreement ต่อไป หรือส่งมาทาง spsthailand@gmail.com หรือ sps@acfs.go.th
1. แก้ไขค่า MRL สารเคมีทางการเกษตรและยาที่ใช้กับสัตว์ 5 ชนิด ได้แก่
1.1 Ethychlozate (สารเร่งการเจริญเติบโต) มีความเข้มงวดต่อสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทยหลายชนิด ได้แก่ ข้าว หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว กล้วย ม! ะม่วง รายละเอียดดังตารางหน้า 5-7
1.2 Oxyflurfen (สารกำจัดวัชพืช) สินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ รายละเอียดดังตารางหน้า 8-9
1.3 Pymetrozine (สารกำจัดแมลง) สินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว กล้วย มะม่วง รายละเอียดดังตารางหน้า 10-12
1.4 Clavulanic acid (สารยับยั้งเอนไซม์ beta-lactamase) เป็นสารที่ห้ามใช้ในญี่ปุ่น ห้ามตกค้างในอาหารทุกรายการ ยกเว้นรายการอาหารที่ปรากฎในตารางหน้า 13
1.5 Prifinium (anticonvulsant for the bovine gastrointestinal a! nd urinary tracts) รายละเอียดดังตารางหน้า 14
&nb! sp; ; กรณีไม่ได้ระบุ MRL Draft ให้ใช้ระดับ 0.01 ppm. (uniform limit) ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความเห็นต่อร่างดังกล่าวไปยัง MHLW ได้จนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 หากพ้นกำหนดให้ส่งความเห็นไปทาง enquiry point in accordance with the WTO/SPS agreement ต่อไป หรือส่งมาทาง spsthailand@gmail.com หรือ sps@acfs.go.th
2. พิจารณากำหนดมาตรฐานเนื้อสัตว์สำหรับบริโภคดิบ
สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2554 มีชาวญี่ปุ่นป่วยเป็นจ! ำนวน 169 ราย และเสียชีวิต 4 ราย จากอาหารเป็นพิษ เนื่องจากบริโภคเนื้อโคดิบที่ไม่ได้แปรรูปอย่างถูกสุขอนามัย ดังนั้น MHLW จึงพิจารณากำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรฐานเนื้อโคสำหรับการบริโภคดิบ มาตรฐานการแปรรูป การเก็บรักษา ข้อกำหนดด้านสถานที่ปรุงอาหาร วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ คุณสมบัติของผู้ปรุงอาหาร โดยกำหนดที่จะประกาศบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อคิดเห็นไปยัง MHLW โดยตรง จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 หากพ้นกำหนดนี้สามารถแสดงความเห็นผ่านทาง enquiry point in accordance with the WTO/SPS agreement ต่อไป หรือส่งมาทาง spsthailand@gmail.com หรือ sps@acfs.go.th
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
อาหารสัตว์จีนปนเปื้อนเมลามีน
เจ้าหน้าที่จีนจับกุมเกษตรกรบางรายที่ให้อาหารสัตว์ปนเปื้อนแก่สุกร โดยนาย Tang นายหน้า ซื้ออาหารสัตว์ปนเปื้อนเมลามีนราว 7 ตันจากมณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของจีน และจำหน่ายอาหารสัตว์ดังกล่าวให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในมณฑลฉงชิ่งและเฉิงตู ปริมาณเมลามีนที่ปนเปื้อนนั้นมากกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 500 เท่า
เกษตรกรกล่าวว่า พวกเขาหยุดใช้อาหารสัตว์ปนเปื้อนแล้วตั้งแต่พบว่าสุกรมีอาการป่วย แต่ยังมีความกังวลว่า อาจมีสุกรที่ปนเปื้อนเมลามีนเข้ามาในอุปทานอาหารของประเทศ
ที่มา : The Pig Site
เกษตรกรกล่าวว่า พวกเขาหยุดใช้อาหารสัตว์ปนเปื้อนแล้วตั้งแต่พบว่าสุกรมีอาการป่วย แต่ยังมีความกังวลว่า อาจมีสุกรที่ปนเปื้อนเมลามีนเข้ามาในอุปทานอาหารของประเทศ
ที่มา : The Pig Site
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ออสเตรเลียสั่งห้ามส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซีย
นายโจ ลุดวิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลียมีคำสั่งระงับการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังโรงฆ่าสัตว์ 11 แห่งในอินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติต่อปศุสัตว์ของออสเตรเลีย
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไลฟ์คอร์ป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของออสเตรเลีย ได้มอบบันทึกวิดีโอของกลุ่มรักษ์สัตว์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทารุณสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์หลายแห่งในอินโดนีเซีย
วิดีโอดังกล่าวซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าว ABC News แสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่ถูกเตะ เฆี่ยนและทุบตี คอที่ถูกเฉือน ลูกตาที่ถลนออกมา และหางขาด
นายลุดวิกกล่าวว่า เขาถึงกับช็อกเมื่อได้ดูวิดีโอ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อสร้างมาตรฐานสวัสดิการสัตว์ยังไม่ก้าวหน้าหรือรวดเร็วเท่าที่ควร และต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องลงมือทำ
นอกจากนี้ กลุ่มกรีนพีชและหน่วยงานอิสระอีก 2 กลุ่มยังออกมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียในทันที ขณะที่รัฐบาลผสมของออสเตรเลียได้เสนอให้มีการทบทวนอุตสาหกรรมส่งออกปศุสัตว์มีชีวิต
ทั้งนี้ ไลฟ์คอร์ป ได้มอบคลิบวิดีโอดังกล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทางอุตสาหกรรมได้ประกาศระงับการค้ากับโรงฆ่าสัตว์ที่เลวร้ายที่สุด 3 แห่ง ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งทีมฝึกอบรมของผู้เชี่ยวชาญไปยังโรงฆ่าสัตว์ในอินโดนีเซีย
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไลฟ์คอร์ป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของออสเตรเลีย ได้มอบบันทึกวิดีโอของกลุ่มรักษ์สัตว์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทารุณสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์หลายแห่งในอินโดนีเซีย
วิดีโอดังกล่าวซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าว ABC News แสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่ถูกเตะ เฆี่ยนและทุบตี คอที่ถูกเฉือน ลูกตาที่ถลนออกมา และหางขาด
นายลุดวิกกล่าวว่า เขาถึงกับช็อกเมื่อได้ดูวิดีโอ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อสร้างมาตรฐานสวัสดิการสัตว์ยังไม่ก้าวหน้าหรือรวดเร็วเท่าที่ควร และต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องลงมือทำ
นอกจากนี้ กลุ่มกรีนพีชและหน่วยงานอิสระอีก 2 กลุ่มยังออกมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการส่งออกสัตว์มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียในทันที ขณะที่รัฐบาลผสมของออสเตรเลียได้เสนอให้มีการทบทวนอุตสาหกรรมส่งออกปศุสัตว์มีชีวิต
ทั้งนี้ ไลฟ์คอร์ป ได้มอบคลิบวิดีโอดังกล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทางอุตสาหกรรมได้ประกาศระงับการค้ากับโรงฆ่าสัตว์ที่เลวร้ายที่สุด 3 แห่ง ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งทีมฝึกอบรมของผู้เชี่ยวชาญไปยังโรงฆ่าสัตว์ในอินโดนีเซีย
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ป้ายกำกับ:
มีชีวิต,
ส่งออก,
สั่งห้าม,
สัตว์,
ออสเตรเลีย,
อินโดนีเซีย
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ญี่ปุ่นทำลายสัตว์นับพันตัวบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จะสั่งทำลายสัตว์บริเวณรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในรัศมี 20 กิโลเมตร เกษตรกรท้องถิ่นถูกบังคับให้อพยพตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2554 หลังเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิทำให้ระบบหล่อเย็นของโรงงานนิวเคลียร์ขัดข้อง เป็นผลให้สัตว์ต่างๆ ถูกทอดทิ้งไว้ อาทิ วัว 3,400 ตัว สุกร 31,500 และไก่ 630,000 ตัว ซึ่งพบว่ามีปศุสัตว์รอดตาย ได้แก่ วัว 1,300 ตัว และสุกรประมาณ 200 ตัว ส่วนไก่ตายหมด
ที่มา : Meat Poultry และ Poultry site
ที่มา : Meat Poultry และ Poultry site
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)