หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

EFSA เผยความเสี่ยงจากการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่เป็นอาหาร

จากการศึกษาของคณะกรรมการ BIOHAZ Panel ของสำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) ทำให้เกิดการเรียกร้องให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ผลิตเป็นอาหารในสหภาพยุโรป โดยระบุว่า การใช้ยาปฎิชีวนะในสัตว์ที่เป็นอาหาร ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ เนื่องจากมีสายพันธุ์แบคทีเรียดื้อยาเพิ่มขึ้น ทางเลือกหนึ่งคือการลดการใช้หรือเลิกใช้ cephalosporins ในการผลิตอาหารสัตว์

EFSA ระบุว่า การดื้อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในคน และยาที่ใช้การรักษาการติดเชื้อเกิดขึ้น เนื่องจากแบคทีเรียพัฒนากระบวนการ ซึ่งจะลดประสิทธิภาพของยาเหล่าน! ั้น

ในการประเมินความเสี่ยงของ BIOHAZ พบว่า แม้ว่าแบคทีเรียจะต่างชนิดกัน เช่น E.coli, Salmonella แต่สามารถผลิตเอนไซม์ 2 ชนิด ได้แก่ extended-spectrum beta-lactamases (ESBL) และ AmpC beta-lactamases (AmpC) ซึ่งจะทำให้ยาปฏิชีวนะ เช่น penicillins, cephalosporins เสื่อมประสิทธิภาพ

ตั้งแต่ปี 2543 พบเชื้อ E.coli และ Salmonella ที่ผลิตเอนไซม์ ESBL/AmpC ในอาหารและสัตว์มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในไก่มีชีวิต และเนื้อไก่ ไข่ และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอื่นๆ

BIOHAZ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด การวิวัฒนาการ และการแพร่กระจายของแบคทีเรียที่ผลิตเอนไซม์ ESBL/AmpC สรุปได้ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะทั่วไป (ไม่เฉพาะ cephalosporins) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสายพันธุ์แบคทีเรียที่ดื้อ! ยาปฏิชีวนะเหล่านี้




ที่มา : The Pig Site

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รัสเซียนำเข้าวัตถุดิบอาหารและการเกษตรเพิ่มขึ้น 29.4 % ในครึ่งปีแรกของปี 54

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียนำเข้าวัตถุดิบอาหารและการเกษตรมูลค่า 18.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 29.4 % ในครึ่งแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2553

รัสเซียนำเข้าเนื้อโค สัตว์ปีก เนย ชา น้ำมันดอกทานตะวัน โกโก้ เครื่องดื่มและอาหารหลักอื่นๆเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ขณะที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น ปลา นมข้น น้ำตาลและบุหรี่ลดลง
การนำเข้าอาหารซึ่งคิดเป็น 15.9 %ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลง 2.4 % ในปี 2554

ในขณะเดียวกัน การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารลดลง 36.9% เหลือ 2,656.1 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553




ที่มา : Xinhua News

กิมจิไฟแดงยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมชั่วคราว

ในปี 2546 กระทรวงเกษตร อาหาร ป่าไม้ และประมงของเกาหลีใต้ (MIFAFF) ประกาศนโยบายที่จะเริ่มต้นทยอยยกเลิกใช้การใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ผสมที่จำหน่ายในท้องตลาดไปจนกว่าจะมีการใช้มาตรการทางสัตวแพทย์ สาเหตุในการยกเลิกการใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์เนื่องจากต้องการลดการใช้ผิดและลดการดื้อยาปฏิชีวนะในมนุษย์

กระบวนการทยอยยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวินะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งมีการลดจำนวนชนิดยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอาหารสัตว์ผสมในทางการค้าจาก 53 เหลือ 25 ชนิด และลดเหลือ 18 ชนิดในเดื! อนมกราคม 2552 และยกเลิกที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554

คาดว่ามาตรการทางสัตวแพทย์จะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดภายในปลายปี 2012 ซึ่งจะอนุญาตให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน MIFAFF ก็กำลังดำเนินการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และโรงผลิตอาหารสัตว์ การพัฒนาสารป้องกันโรคพร้อมตัวใหม่กับคู่มือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการปฏิรูปการเกษตรและการปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงสัตว์เพื่อลดการเกิดโรค และการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์โดยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะและมาจากธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลสำคัญบางประการต้องทราบคือ

1.) ยังสามารถใส่ยาปฏิชีวนะได้ในอาหารสัตว์และน้ำในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ หากมีมาตรการสัตวแพทย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องใส่ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ตามอัตราส่วนที่แนะนำโดยสัตวแพทย์

2.) คาดว่าจะไม่กระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์ผสมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่ผลิตจากสหรัฐฯ

3.) ยังคงมีการกำหนดปริมาณสารตกค้างยาสัตว์ของเกาหลีใต้ต่อไป เนื่องจากยังมีการใช้อาหารสัตว์ผสมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เกาหลีใต้

4.) นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกับสัตว์ที่ใช้ผลิตเนื้อสัตว์นำเข้า หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่มีผลต่อเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ




ที่มา : The World Poultry

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อาหารสัตว์จีนปนเปื้อนเมลามีน

เจ้าหน้าที่จีนจับกุมเกษตรกรบางรายที่ให้อาหารสัตว์ปนเปื้อนแก่สุกร โดยนาย Tang นายหน้า ซื้ออาหารสัตว์ปนเปื้อนเมลามีนราว 7 ตันจากมณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของจีน และจำหน่ายอาหารสัตว์ดังกล่าวให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในมณฑลฉงชิ่งและเฉิงตู ปริมาณเมลามีนที่ปนเปื้อนนั้นมากกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 500 เท่า

เกษตรกรกล่าวว่า พวกเขาหยุดใช้อาหารสัตว์ปนเปื้อนแล้วตั้งแต่พบว่าสุกรมีอาการป่วย แต่ยังมีความกังวลว่า อาจมีสุกรที่ปนเปื้อนเมลามีนเข้ามาในอุปทานอาหารของประเทศ



ที่มา : The Pig Site

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จีนออกระเบียบควบคุมปริมาณสารเมลามีนในอาหารอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 หน่วยงานของจีน 5 แห่งเช่น กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกันออกระเบียบควบคุมปริมาณสารเมลามีนในอาหารอย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป และยกเลิกระเบียบชั่วคราวควบคุมปริมาณเมลามีนในนม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งได้รับการร่างขึ้นมาในปี 2551

ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดไว้ว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสูตรสำหรับทารกจะต้องมีปริมาณสารเมลามีนไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่นๆ จะต้องมีปริมาณสารเมลามีนไม่เกิน 2.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ถ้าหากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีสารเมลามีนเกินกว่าทีกำหนดไว้ จะไม่อนุญาตให้มีการนำออกมาจำหน่าย

สารเมลามีน เป็นสารเคมีที่เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี มีความเป็นพิษน้อย แต่ถ้าหากร่างกายได้รับเข้าไป และมีการสะสมไว้เป็นเวลานาน จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ ระบบปัสสาวะ และทำให้ไตวาย ตลอดจนทำให้เกิดมะเร็งกระเพราะปัสสาวะได้

ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวได้ระบุว่า สารเมลามีนไม่ใช่วัตถุดิบสำหรับผลิตอาหาร และไม่ใช่วัตถุดิบสำหรับผลิตอาหาร และไม่ใช่สารปรุงแต่งอาหาร จึงห้ามมีการเจือปนลงในอาหารอย่างเด็ดขาด หากมีการฝ่าฝืน จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม สารเมลามีนเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี ใช้สำหรับผลิตพลาสติก สี และภาชนะบรรจุอาหารเป็นต้น และผลวิจัยยืนยันว่า สารเมลามีนนี้มีโอกาสเข้าไปในอาหารได้ โดยมาจากสิ่งแวดล้อม และภาชนะบรรจุอาหาร แต่ว่าปริมาณค่อนข้างต่ำ



ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สถานการณ์อาหารปนเปื้อน E.coli ในยุโรป

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 มีการเรียกคืนแตงกวาซึ่งคาดว่าจะปนเปื้อนเชื้อ E.coli จากร้านค้าในออสเตรียและสาธารณรัฐเชคเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคดังกล่าวซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย และทำให้มีผู้ป่วยนับร้อยรายทั่วยุโรป

เจ้าหน้าที่จากสาธารณรัฐเชคกล่าวว่าแตงกวาอินทรีย์ 120 ผล กำลังถูกเก็บออกจากชั้นจำหน่ายสินค้าขณะที่เจ้าหน้าที่ออสเตรียประกาศว่า แตงกวา มะเขือเทศ และมะเขือม่วงจำนวนเล็กน้อยกำลังถูกเรียกคืนจากร้านค้าจำนวน 33 ร้าน

หน่วยงานสุขภาพและความปลอดภัยอาหารของออสเตรียได้รับแจ้งระบบเตือนภัยจากสหภาพยุโรปที่ระบุว่า บริษัทเยอรมนีสองแห่งได้เรียกคืนและห้ามจำหน่ายแตงกวา มะเขือเทศและมะเขือม่วงอย่างเร่งด่วน ซึ่งสินค้าดังกล่าวได้ถูกขนส่งไปยังร้านค้าในออสเตรีย และหน่วยงานสุขภาพและความปลอดภัยของออสเตรียกล่าวว่า สินค้าดังกล่าวบางส่วนอาจถูกจำหน่ายแล้วและกระตุ้นให้ผู้บริโภคทิ้งสินค้าเหล่านั้น โดยหน่วยงานตรวจสอบอาหารและการเกษตรของสาธารณรัฐเชคกล่าวว่าแตงกวาที่ปนเปื้อนถูกส่งมายังฮังการีและลักเซมเบิร์ก แต่ยังไม่มีรายงานการเจ็บป่วยจากทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 ยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อ E.coli ในเยอรมัน เพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งอย่างน้อย 467 ราย ในทางตอนเหนือของเมือง Hamburg เพียงแห่งเดียว มีอาการติดเชื้อในลำไส้ ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย (HUS) จำนวน 91 ราย นาย Cornelia Pruefer-Storcks เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของเมือง Hamburg กล่าวกับ DAPD สำนักข่าวเยอรมนีว่า อาการ HUS เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากเชื้อ E.coli และมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก ตามข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นคาดว่า ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2554
ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยประมาณ 1,000 ราย ป่วยด้วยอาการติดเชื้อในลำไส้

นาย Fabian Fusseisโฆษกประจำกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรียกล่าวว่า
พบนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันสองคนติดเชื้อ enterohaemorrhagic E.coli หรือ EHEC แต่ไม่มีอาการHUS แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการติดเชื้อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อ E.coli ในเยอรมนีหรือไม่

เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของสวีเดนกล่าวว่า มีรายงานการติดเชื้อ 36 รายในสวีเดนและในจำนวนนี้มี 13 รายที่มีอาการ HUS ในเดนมาร์ก มีผู้ติดเชื้อ 11 ราย ซึ่ง 5 รายมีอาการ HUS

ด้านหน่วยงานปกป้องสุขภาพของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าจนถึงขณะนี้อังกฤษพบผู้ติดเชื้อชาวเยอรมนี 3 ราย ซึ่ง 2 รายมีอาการ HUS ซึ่งหน่วยงานมาตรฐานอาหารกล่าวว่าไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันว่าแตงกวาอินทรีย์ซึ่งติดเชื้อได้ถูกกระจายสินค้ามายังสหราชอาณาจักร แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เจ้าหน้าที่ในสวิตเซอร์แลนด์ได้จดบันทึกผู้ที่ติดเชื้อ enterohaemorrhagic E.coli รายหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่กลับมาจากการท่องเที่ยวในเยอมัน ซึ่งผู้ป่วยได้รับประทานบุฟเฟ่สลัดจากที่นั่น

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 Frederic Vincent โฆษกจากสหภาพยุโรปกล่าวว่า โรงกระจกในสเปนซึ่งถูกระบุว่าเป็นแหล่งของแตงกวาที่ปนเปื้อนเชื้อ E.coli ได้หยุดกิจกรรมแล้ว น้ำและดินถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ว่าโรงกระจกทั้งสองแห่งเป็นสาเหตุของปัญหาหรือสาเหตุการปนเปื้อนเชื้อเกิดขึ้นจากที่อื่น ส่วนผลการทดสอบคาดว่าจะทราบได้ในวันที่ 31 พฤษภาคม หรือ 1 มิถุนายน 2554





ที่มา : MSNBC News

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เหยื่อ 4 รายเสียชีวิตจากเชื้อ E.coli ในอาหารที่ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 มีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานอาหารประเภทเนื้อดิบของร้านอาหารแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการรับประทานอาหารของร้านแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4 รายแล้ว ในขณะที่ล้มป่วยอีก 70 ราย

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดติดเชื้อ E.coli O-111 เช่นเดียวกับรายที่ผ่านมา จากการไปรับประทานอาหารกับครอบครัวร่วมกับผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมด้วย ทั้งสองได้ทานอาหารประเภทเนื้อดิบ (Yukhoe) ของร้านอาหารของ Foods Forus Co. ในเมืองคานาซาวา

! ; เด็กอายุ 6 ขวบเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากอาหารประเภทเดียวกันที่ร้านเดียวกันนี้ และอีกรายเสียชีวิตเมื่ออาทิตย์ก่อนจากการรับประทานอาหารของร้านเดียวกันที่สาขาอื่น ในขณะที่หนึ่งในผู้ป่วย 70 รายได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ E.coli O-111 และอยู่ในอาการขั้นรุนแรง

บริษัทกล่าวว่าทางบริษัทประสปความล้มเหลวในการตรวจสุขอนามัยของเนื้อดิบที่จัดจำหน่ายโดยบริษัทในโตเกียวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ทางบริษัทจะถูกสืบสวนทางอาญาต่อไป



ที่มา : Jiji Press

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่น วอน อย.ลดมาตรฐานคุมเข้มอาหาร

วันที่ 26 เมษายน 2554 นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวภายหลังเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงเกษตรป่าไม้และประมง และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบว่า ทางญี่ปุ่นได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ความปลอดภัยด้านอาหารโดยเฉพาะการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ซึ่งพบว่าปัจจุบันสถานการณ์การปนเปื้อนดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทางญี่ปุ่นจึงอยากให้ไทยผ่อนปรนมาตรการนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นจาก 12 เมืองที่จะต้องมีผลวิเคราะห์รับรองมาพร้อมกับการนำเข้าด้วย ตนได้ชี้แจงว่าไปขอเวลาสังเกตการณ์อักสักระยะแต่คงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเมื่อใด หากสถานการณ์การปนเปื้อนดีขึ้นอาจจะมีการปรับลดจังหวัดที่ต้องคุมเข้มลง แต่ตอนน! ี้ต้องคงมาตรการต่อไป เพราะมาตรฐานการปนเปื้อนของประเทศไทยกับญี่ปุ่นก็ไม่ตรงกัน อย่างสารไอโอดีน 131 ประเทศไทยใช้มาตรฐานขององค์การมาตรฐานอาหารสากล (โคเด็กซ์) คือต้องตรวจพบไม่เกิน 100 เบ็กเคอเรลต่อ กก. ในขณะที่ค่ามาตรฐานญี่ปุ่นต้องไม่เกิน 2 , 000 เบ็กเคอเรลต่อ กก. อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยทางญี่ปุ่นก็เข้าใจมาตรการของประเทศไทย และจะเดินทางไปยังเวียดนามเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ต่อไป หลังจากก่อนหน้านี้ไปสิงคโปร์มาแล้ว




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

อินเดียห้ามนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2554 อินเดียได้ประกาศมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดทันที เนื่องจากเกรงว่าจะปนเปื้อนสารรังสีกัมมัตภาพรังสี โดยการห้ามครั้งนี้อาจจะมีระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าสารกัมมันตภาพรังสีอันตรายจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอินเดียให้เหตุผลว่า สารกัมมันตภาพรังสีที่กระจายในพื้นที่การระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจแพร่กระจายและเกิดการปนเปื้อนของสารในอาหารที่ผลิตจากญี่ปุ่นได้ ก่อนหน้านี้ จีน ไต้หวัน และสหรัฐฯ ได้ห้ามนำเข้าอาหารที่ผลิตจากพื้นที่เกิดระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่อินเดียเป็นประเทศแรกที่ห้ามนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด

&n! bsp; ทั้งนี้สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยอาหารอินเดีย (FSSAI) จะดำเนินการทบทวนมาตรการนี้ในทุกสัปดาห์




ที่มา : BBC News