ผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อในฟิลิปปินส์แจ้งเตือนว่า เนื้อนำเข้าจากอินเดียอาจปนเปื้อนเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้รับรองผู้จัดหารายใหม่จากอินเดีย ซึ่งผู้แปรรูปกล่าวว่าขณะนี้ในอินเดียโรคปากและเท้าเปื่อยกำลังแพร่ระบาด
นาย Felix O. Tiukinoy ประธานสมาคมผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อฟิลิปปินส์ (PAMPI) กล่าวว่า การออกใบอนุญาตให้แก่ผู้จัดหาผลิตภัณฑ์รายใหม่ไม่โปร่งใส PAMPI ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าโรงงานอินเดียแห่งใหม่ที่ได้รับใบอนุญาตไม่ผ่านการตรวจสอบจาก คณะทำงานตรวจสอบของกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (! DA Inspection Mission : DAIM) ซึ่งก่อตัวจากกลุ่มสมาชิกของสำนักงานอุตสาหกรรมสัตว์และหน่วยตรวจสอบมาตรฐานเนื้อแห่งชาติ
นอกจากนี้ PAMPI ระบุว่าโรงงานจากอินเดียที่ส่งออกเนื้อกระบือมายังฟิลิปปินส์จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน FMD
เมื่อปี 2553 มีเพียงผู้ส่งออกจากอินเดียเพียง 3 รายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเนื้อกระบือมายังฟิลิปปินส์ หลังจากที่โรงงานของผู้ส่งออกดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจาก DAIM และ PAMPI แล้ว
ทั้งนี้ PAMPI เชื่อว่ามีการผ่อนผันกฎเพื่อให้โรงงานใหม่ได้รับอนุญาต
ที่มา : The Meat Site
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
อินเดียไฟแดงเนื้อหมูพม่า หวั่นเชื้อหูหมูสีฟ้า
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 รัฐบาลรัฐมีโซรามในอินเดียยืนยันว่ารัฐบาลกลางมีคำสั่งให้ระงับการนำเข้าเนื้อสุกรจากพม่าเป็นเวลา 2 เดือนเพื่อป้องกันเชื้อโรคหูสุกรสีฟ้า (PRRSV) ซึ่งขณะนี้กำลังแพร่ระบาดในพม่า โดยการระงับการนำเข้าเนื้อสุกรจากพม่ามีระยะเวลาตั้งแต่ 14 กรกฎาคม ถึง 14 กันยายน 2554 นอกจากนี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 รัฐมณีปุระระงับการนำเข้าเนื้อสุกรจากพม่าเช่นกัน
ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจและพาณิชย์พม่าระบุว่า รัฐมิโซรัมนำเข้าเนื้อสุกรจากพม่าจำนวน 338,522กิโลกรัมตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ถึงเดือนมีนา! คม 2553 คิดเป็นมูลค่า 489.72 ล้านจ๊าด (669,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ทั้งนี้มีรายงานการระบาดของเชื้อสุกรหูสีฟ้าครั้งแรกในพม่าที่รัฐมันดาเลย์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 และแพร่เชื้อไปสู่สุกรในฟาร์มขนาดใหญ่และฟาร์มขนาดเล็ก ทำให้มีสุกรตายนับพันตัวในรัฐมันดาเลย์
ที่มา : The Pig Site
ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจและพาณิชย์พม่าระบุว่า รัฐมิโซรัมนำเข้าเนื้อสุกรจากพม่าจำนวน 338,522กิโลกรัมตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ถึงเดือนมีนา! คม 2553 คิดเป็นมูลค่า 489.72 ล้านจ๊าด (669,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ทั้งนี้มีรายงานการระบาดของเชื้อสุกรหูสีฟ้าครั้งแรกในพม่าที่รัฐมันดาเลย์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 และแพร่เชื้อไปสู่สุกรในฟาร์มขนาดใหญ่และฟาร์มขนาดเล็ก ทำให้มีสุกรตายนับพันตัวในรัฐมันดาเลย์
ที่มา : The Pig Site
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ตลาดสัตว์ปีกอินเดียเข้มแข็ง ผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศในอินเดีย (Icra) ระบุว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในอินเดียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 10 ปี เนื่องจากอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในอินเดียกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยที่ชี้วัดเศรษฐกิจและสังคม เช่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่ดี (GDP) อำนาจการซื้อที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลง และการขยายตัวของเมือง
ตลาดสัตว์ปีกอินเดียมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเนื้อไก่และไข่สำหรับบริโภคในตลาดไม่ต่ำกว่า 95% ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอินเดี! ยเริ่มเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์แบบเต็มตัวตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายที่ประสบความสำเร็จในการผันตัวมาทำฟาร์มสัตว์ปีกขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของแคว้นมหาราษฏร์ เช่น รัฐหรยาณา รัฐปัญจาบยังคงผลิตสัตว์ยังคงผลิตสัตว์ปีกได้น้อย ขณะที่รัฐเบงกอลตะวันตกมีการทำฟาร์มสัตว์ปีกเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ เนื่องจากรัฐดังกล่าวมีรายได้หลักจากเกษตรกรรม
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอินเดียขยายตัวเพิ่มขี้นปีละ 8-10% และเพิ่มขึ้นปีละ 15% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Icra คาดการณ์ว่าความต้องเนื้อไก่ที่ผลิตในอินเดียจะเพิ่มขึ้น 15-18% และความต้องการไข่สำหรับบริโภคจะเพิ่มขึ้น 5-7% ในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว
ที่มา : World Poultry
ตลาดสัตว์ปีกอินเดียมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเนื้อไก่และไข่สำหรับบริโภคในตลาดไม่ต่ำกว่า 95% ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอินเดี! ยเริ่มเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์แบบเต็มตัวตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายที่ประสบความสำเร็จในการผันตัวมาทำฟาร์มสัตว์ปีกขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของแคว้นมหาราษฏร์ เช่น รัฐหรยาณา รัฐปัญจาบยังคงผลิตสัตว์ยังคงผลิตสัตว์ปีกได้น้อย ขณะที่รัฐเบงกอลตะวันตกมีการทำฟาร์มสัตว์ปีกเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ เนื่องจากรัฐดังกล่าวมีรายได้หลักจากเกษตรกรรม
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอินเดียขยายตัวเพิ่มขี้นปีละ 8-10% และเพิ่มขึ้นปีละ 15% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Icra คาดการณ์ว่าความต้องเนื้อไก่ที่ผลิตในอินเดียจะเพิ่มขึ้น 15-18% และความต้องการไข่สำหรับบริโภคจะเพิ่มขึ้น 5-7% ในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว
ที่มา : World Poultry
วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554
พบแบคทีเรียกลายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะในอินเดีย
ค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ในอินเดีย ต้านยาปฏิชีวนะได้เกือบทุกชนิด หวั่นแพร่กระจายระดับโลก
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2554 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ ตีพิมพ์การค้นพบแบคทีเรียกลายพันธุ์ในนิตยสาร "The Lancet Infectious Diseases" โดยระบุว่า พบแบคทีเรียกลายพันธุ์ในน้ำประปาในกรุงนิวเดลี นอกเหนือไปจากบริเวณโรงพยาบาลที่เป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์ ซึ่งแบคทีเรียที่มียีนพันธุกรรมสายเอ็นดีเอ็ม-1 (นิวเดลี เมทัลโล-เบตา-แลกตาเมส 1) สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านยาปฏิชีวนะได้เกือบทุกชนิด
ทีมวิจัยกล่าวว่า ตอนแรกพบการติดเชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เฉพาะในผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาลอินเดียมาก่อนเท่านั้น แต่ในภายหลังพบผู้ป่วยจากเชื้อดังกล่าว ทั้งที่ไม่เคยเข้าพักฟื้นในโรงพยาบาลมาก่อน
จากการเก็บตัวอย่างรอบกรุงนิวเดลีพบว่า มีแบคทีเรียกลายพันธุ์ในน้ำประปา 4% และในแอ่งน้ำข้างทาง 30% จากตัวอย่างทั้งหมด และค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ 11 สายพันธุ์ที่มียีนเอ็นดีเอ็ม-1 ซึ่งสามารถทำให้เป็นโรคอหิวาต์หรือบิด
ศาสตราจารย์ทิม วอลช์ หัวหน้าทีมวิจัย จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ กล่าวว่า ผลการวิจัยเป็นที่น่ากังวลมาก เพราะพบสายพันธุ์ใหม่ทั้งในน้ำสำหรับดื่ม ซักล้างและทำอาหาร รวมไปถึงสระว่ายน้ำ
รายงานจากสหประชาติเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า 650 ล้านคน ไม่มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้ หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาด ทีมวิจัยระบุว่า ภูมิประเทศเขตเมืองร้อนซึ่งมีน้ำท่วมเป็นประจำเป็นภูมิประเทศที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของยีนเอ็นดีเอ็ม-1
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่ามีชาวอังกฤษและยุโรปบางรายได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่เอ็นดีเอ็ม-1 แม้จะไม่ได้เข้าโรงพยาบาลขณะมาเยือนอินเดีย
ทีมวิจัยยังเสนอความช่วยเหลือแก่องค์การอนามัยโลกและเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของเอเชียเพื่อแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2554 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ ตีพิมพ์การค้นพบแบคทีเรียกลายพันธุ์ในนิตยสาร "The Lancet Infectious Diseases" โดยระบุว่า พบแบคทีเรียกลายพันธุ์ในน้ำประปาในกรุงนิวเดลี นอกเหนือไปจากบริเวณโรงพยาบาลที่เป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์ ซึ่งแบคทีเรียที่มียีนพันธุกรรมสายเอ็นดีเอ็ม-1 (นิวเดลี เมทัลโล-เบตา-แลกตาเมส 1) สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านยาปฏิชีวนะได้เกือบทุกชนิด
ทีมวิจัยกล่าวว่า ตอนแรกพบการติดเชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เฉพาะในผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาลอินเดียมาก่อนเท่านั้น แต่ในภายหลังพบผู้ป่วยจากเชื้อดังกล่าว ทั้งที่ไม่เคยเข้าพักฟื้นในโรงพยาบาลมาก่อน
จากการเก็บตัวอย่างรอบกรุงนิวเดลีพบว่า มีแบคทีเรียกลายพันธุ์ในน้ำประปา 4% และในแอ่งน้ำข้างทาง 30% จากตัวอย่างทั้งหมด และค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ 11 สายพันธุ์ที่มียีนเอ็นดีเอ็ม-1 ซึ่งสามารถทำให้เป็นโรคอหิวาต์หรือบิด
ศาสตราจารย์ทิม วอลช์ หัวหน้าทีมวิจัย จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ กล่าวว่า ผลการวิจัยเป็นที่น่ากังวลมาก เพราะพบสายพันธุ์ใหม่ทั้งในน้ำสำหรับดื่ม ซักล้างและทำอาหาร รวมไปถึงสระว่ายน้ำ
รายงานจากสหประชาติเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า 650 ล้านคน ไม่มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้ หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาด ทีมวิจัยระบุว่า ภูมิประเทศเขตเมืองร้อนซึ่งมีน้ำท่วมเป็นประจำเป็นภูมิประเทศที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของยีนเอ็นดีเอ็ม-1
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่ามีชาวอังกฤษและยุโรปบางรายได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่เอ็นดีเอ็ม-1 แม้จะไม่ได้เข้าโรงพยาบาลขณะมาเยือนอินเดีย
ทีมวิจัยยังเสนอความช่วยเหลือแก่องค์การอนามัยโลกและเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของเอเชียเพื่อแก้ปัญหา
ป้ายกำกับ:
กลายพันธุ์,
ดื้อยา,
แบคทีเรีย,
ปฏิชีวนะ,
อินเดีย
วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554
อินเดียห้ามนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2554 อินเดียได้ประกาศมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดทันที เนื่องจากเกรงว่าจะปนเปื้อนสารรังสีกัมมัตภาพรังสี โดยการห้ามครั้งนี้อาจจะมีระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าสารกัมมันตภาพรังสีอันตรายจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอินเดียให้เหตุผลว่า สารกัมมันตภาพรังสีที่กระจายในพื้นที่การระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจแพร่กระจายและเกิดการปนเปื้อนของสารในอาหารที่ผลิตจากญี่ปุ่นได้ ก่อนหน้านี้ จีน ไต้หวัน และสหรัฐฯ ได้ห้ามนำเข้าอาหารที่ผลิตจากพื้นที่เกิดระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่อินเดียเป็นประเทศแรกที่ห้ามนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด
&n! bsp; ทั้งนี้สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยอาหารอินเดีย (FSSAI) จะดำเนินการทบทวนมาตรการนี้ในทุกสัปดาห์
ที่มา : BBC News
&n! bsp; ทั้งนี้สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยอาหารอินเดีย (FSSAI) จะดำเนินการทบทวนมาตรการนี้ในทุกสัปดาห์
ที่มา : BBC News
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554
อินเดียห้ามใช้วิธีอดอาหารเพิ่มผลผลิตไข่ในไก่ไข่
อินเดียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามการใช้วิธีอดอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางไข่ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อย่างแพร่หลายในอินเดีย โดยวิธีการนี้จะเริ่มจากการลดอาหารไก่เพื่อให้ไก่สลัดขนและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งจะกระตุ้นวงจรการผลิตไข่เพิ่มมากขึ้น
คณะกรรมาธิการสวัสดิภาพสัตว์อินเดีย (AWBI) ประกาศให้ฟาร์มไก่ไข่ทุกแห่งทั่วประเทศหยุดการใช้วิธีอดอาหารไก่เพิ่มประสิทธิภาพของวางไข่ในทันที่ โดย AWBI มีคำสั่งในองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ท้องถิ่นติดตามการใช้กฎหมายนี้เพื่อให้แน่ใจว่าฟาร์มทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายนี้
อ! นึ่งฟาร์มไก่จะงดให้อาหารไก่ 14 วัน และอดน้ำ 1-2 วัน เป็นผลให้ไก่รู้สึกทรมานและน้ำหนักลด 35% โดยออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ได้ห้ามใช้วิธีนี้เรียบร้อยแล้ว และภาคอุตสาหกรรมไข่สหรัฐฯ ได้ออกโปรแกรมการทำฟาร์มซึ่งห้ามใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการวางไข่ด้วยวิธีนี้
ที่มา : World Poultry
คณะกรรมาธิการสวัสดิภาพสัตว์อินเดีย (AWBI) ประกาศให้ฟาร์มไก่ไข่ทุกแห่งทั่วประเทศหยุดการใช้วิธีอดอาหารไก่เพิ่มประสิทธิภาพของวางไข่ในทันที่ โดย AWBI มีคำสั่งในองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ท้องถิ่นติดตามการใช้กฎหมายนี้เพื่อให้แน่ใจว่าฟาร์มทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายนี้
อ! นึ่งฟาร์มไก่จะงดให้อาหารไก่ 14 วัน และอดน้ำ 1-2 วัน เป็นผลให้ไก่รู้สึกทรมานและน้ำหนักลด 35% โดยออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ได้ห้ามใช้วิธีนี้เรียบร้อยแล้ว และภาคอุตสาหกรรมไข่สหรัฐฯ ได้ออกโปรแกรมการทำฟาร์มซึ่งห้ามใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการวางไข่ด้วยวิธีนี้
ที่มา : World Poultry
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)