วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555
มาเลย์ยันไม่มีนโยบายตรวจรับรองฮาลาลให้บริษัทข้ามประเทศ
ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม 2555 JAKIM ซึ่งเป็นหน่วยตรวจรับรองฮาลาลของประเทศมาเลเซียได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมระบบรับรองฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยพร้อมเข้าเยี่ยมคารวะจุฬาราชมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
JAKIM ยืนยันว่าไม่มีนโยบายจะให้การรับรองสถานประกอบการที่ตั้งอยู่นอกประเทศมาเลเซีย เนื่องจากใช้วิธีการรับรองระบบรับรองฮาลาลขององค์กรนั้นๆ บนเว็บไซต์ของ JAKIM ต่อไป เช่น JAKIM ได้ให้การรับรองสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ดังนั้น สินค้าที่เครื่องหมายฮาลาลของไทยสามารถวางจำหน่ายในมาเลเซียในฐานะอาหารฮาลาลได้ หลังจากนั้น JAKIM จะเดินทางไปเยี่ยมชมองค์กรและระบบรับรองฮาลาลที่ JAKIM ให้การรับรองทุกแห่ง
ที่มา : มกอช.(30/03/55)
ยูเครนกวดขันนโยบาย GMO
นาย Vladimir Semenovich ผู้อำนวยการศูนย์ทดลองวิจัยอาหารยูเครน (Ukrainian experimental food research center) กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมายูเครนมุ่งมั่นในการลดจำนวนผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) ผลรับที่ได้เป็นที่น่าพอใจ โดยในปี 2007 ร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์ในตลาดยูเครนประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม ในขณะที่ปี 2008 ได้ลดลงจำนวนลงเหลือร้อยละ 8 และในปีปัจจุบัน เหลือเพียงร้อยละ 5 ของสินค้าทั้งหมดที่มี GMOs
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการติดฉลากสินค้า ยูเครนการวางแผนที่จะแก้ไขคำจำกัดความของผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธ! ุกรรม ที่ปัจจุบันกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนของจีเอ็มโอเกิน 0.9% ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม โดยจะพิจารณาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีส่วนผสมดัดแปลงพันธุกรรมถือเป็นผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรมทั้งหมด คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ประมาณต้นฤดูร้อนนี้ ร่างมติได้รับการรับรองแล้วในเว็บไซต์องค์การการค้าโลกและดำเนินการให้สอดคล้องกับสมาชิกของ WTO ว่าด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับอุปสรรคทางเทคนิคในการค้า (WTO the Agreement on Technical Barriers to Trade)
สหรัฐอเมริกาและแคนาดาไม่เห็นด้วยกับคำจำกัดความใหม่นี้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนของร้อยละของจีเอ็มโอน้อยกว่า 0.9 ของทั้งสองประเทศมายังยูเครน ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 90
ที่มา : All About Feed (30/03/55)
สหภาพยุโรปปรับปรุงเงื่อนไขการใช้สารเสริมเอนไซม์จากอาหาร สารปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2555 สหภาพยุโรปได้ออกร่างแก้ไขกฎระเบียบการใช้สารเสริม (food Additives) ในสินค้าอาหารเพื่อการบริโภค โดยปรับปรุงกฎระเบียบรายชื่อสารเสริมเอนไซม์อาหาร สารปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร และเงื่อนไขการใช้สารดังกล่าว เพื่อให้ให้มีความสอดคล้องเป็นปัจจุบันกับข้อกำหนดของ Codex Alimentarius-Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives
กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ยกเว้น เงื่อนไขใ! หม่ในการใช้สาร Steviol glycosides (E 960) และสาร Basic methacrylate copolymer (E 1205) ในอาหาร ให้ถือใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2555
ทั้งนี้ EU จะอนุโลมให้เวลาเปลี่ยนผ่านกับสินค้าอาหารที่มีส่วนผสมของสารเสริมที่ปรากฏในกฎระเบียบใหม่นี้ ที่ได้วางจำหน่ายก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2555 ให้สามารถวางจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
ที่มา : มกอช. (30/03/55)
สหภาพยุโรปออกร่างแก้ไขวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการวิเคราะห์สาร Dioxins, Dioxin-like PCBs และ Non-Dioxin-like PCBs
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 EU ได้ออกร่างแก้ไขกฎระเบียบว่าด้วยการกำหนดวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์ในการตรวจการปนเปื้อนของสาร Dioxins, Dioxin-like PCBs และ Non-Dioxin-like PCBs ที่ตกค้างในสินค้าอาหารเพื่อการบริโภค ทั้งนี้ กฎระเบียบใหม่นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขวิธีการสุ่มตรวจ (sampling) และกำหนดวิธีการเตรียมตัวอย่างและวิธีตรวจวิเคราะห์ (sample preparation and methods of analysis) ของสารดังกล่าวข้างต้น
กฎระเบียบด! ังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2555
รายละเอียดเพิ่มเติมของกฎระเบียบดังกล่าว
http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.douri=OJ:L:2012:084:0001:0022:EN:PDF
ที่มา : มกอช. (30/03/55)
มาเลเซียออกมาตรการฉุกเฉินอาหารสัตว์และวัตถุเจือปนอาหารสัตว์
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 มาเลเซียได้ออกมาตรการฉุกเฉินข้อกำหนดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาหารสัตว์ 2009 และกฎระเบียบอาหารสัตว์ 2011 โดยพัฒนาให้กำหนดข้อมูล และคำอธิบาย ดังนี้
1) ใบอนุญาตการนำเข้า
2) การติดฉลาก
3) สารเคมีที่ห้ามใช้
&! nbsp; 4) การผลิต และจำหน่าย
5) วิธีวิเคราะห์ในการรับรอง
เพื่อกำหนดคุณภาพอาหารสัตว์ด้วยวิธีการควบคุมการนำเข้า การผลิต การจำหน่าย และการใช้อาหารสัตว์ และวัตถุเจือปนอาหารสัตว์ เพื่อความแน่ใจว่าอาหารสัตว์เหล่านี้มีสารอาหารที่ตรงตามความต้องการตามข้อกำหนดสำหรับสัตว์ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ ไม่ก่อให้เกิดสิ่งเจือปนในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และปลอดภัยในการบริโภคของมนุษย์ และการใช้ประโยชน์ในด้านอื่น
รายละเอียดเพิ่มเติม http://members.wto.org/crnattachments/2012/tbt/MYS/12_0854_00_e.pdf
ที่มา : มกอช. (29/03/55)
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
การบริโภคเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง
การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Harvard School of Public Health (HSPH) นักวิจัยได้พบว่าการบริโภคเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง และยังพบอีกว่าการบริโภคแหล่งโปรตีนเพื่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น ปลา ไก่ ถั่ว และพืชตระกูลถั่ว มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต การศึกษาจะมีการเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ของวารสาร Internal Medicine วันที่ 12 มีนาคม 2555
นาย Au Pan หัวหน้านักวิจัย ภาควิชาโภชนาการของ HSPH กล่าวว่า! การศึกษาดังกล่าวเพิ่มเติมหลักฐานความเสี่ยงจากการรับประทานเนื้อแดงปริมาณสูง ซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งบางชนิดในการศึกษาอื่น
คณะนักวิจัยรวมทั้งนักวิจัยอาวุโส Frank Hu อาจารย์ฝ่ายโภชนาการและระบาดวิทยาของ HSPH และเพื่อนร่วมงาน ได้เฝ้าสังเกตผู้เชี่ยวชาญชายจำนวน 37,698 คน เป็นเวลา 22 ปี จากการศึกษาติดตามผลสุขภาพผู้เชี่ยวชาญ และพยาบาลหญิงจำนวน 83,644 คน เป็นเวลา 28 ปี จากการศึกษาติดตามผลสุขภาพพยาบาล ที่ไม่มีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) และโรคมะเร็ง โดยประเมินผลโภชนการผ่านแบบสอบถามทุกสี่ปี
จากการศึกษาติดตาม มีจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 23,926 ราย โดยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 5,910 ราย และจากโรคมะเร็ง 9,464 ราย การบริโภคเนื้อแดง โดยเฉพาะเนื้อแดงที่ผ่านการแปรรูปมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิต ปริมาณเนื้อแดงที่ไม่ผ่านการแปรรูปที่บริโภคต่อวันเพิ่มอัตราความเสี่ยงของการเสียชีวิตคิดเป็! นร้อยละ 13 และเนื้อแดงแปรรูปคิดเป็นร้อยละ 20
&nbs! p; ในบรรดาสาเหตุที่ระบุ ความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และ ร้อยละ 21 และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ร้อยละ10 และร้อยละ 16 การวิเคราะห์เหล่านี้คำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น อายุ ดัชนีมวลกายการ การออกกำลังกาย ประวัติโรคหัวใจของคนในครอบครัว หรือโรคมะเร็ง
การบริโภคแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพแทนการบริโภคเนื้อแดงช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 7 สำหรับปลา ร้อยละ 14 สำหรับสัตว์ปีก ร้อยละ 19 สําหรับถั่ว ร้อยละ 10 สำหรับพืชตระกูลถั่ว ร้อยละ 10 สำหรับผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ และร้อยละ 14 สำหรับเมล็ดธัญพืช นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 9.3 ของการเสียชีวิตในผู้ชายและร้อยละ 7.6 ในผู้หญิงสามารถป้องกันได้จากการศึกษาติดตามหากผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาทั้งหมดบริโภคเนื้อแดงน้อยกว่า 0.5 ปริมาณบริโภคต่อวัน
ที่มา : Science Daily (27/03/55)
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
แนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงปศุสัตว์
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์
ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ถึงแม้ว่าสัดส่วนของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศจะไม่สูงเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละ ๑๘ เทียบกับร้อยละ ๔๙) แต่ก๊าซมีเทนนั้นมีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพราะสามารถดูดกลืนรังสีความร้อนได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง ๒๕ เท่า สำหรับภาคเกษตร (ทั้งการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์) มีส่วนก่อให้เกิดก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศประมาณร้อยละ ๑๘ ส่วนใหญ่เกิดจากการทำนาข้าวและการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องจำพวกโค กระบือ แพะและแกะ ซึ่งมีการปล่อยก๊าซมีเทนออกมามากกว่าการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร เนื่องจากสัตว์เคี้ยวเอื้องมีระบบการย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหารหรือที่เรียกว่า “Enteric fermentation” ส่งผลให้มีก๊าซมีเทนถูกปล่อยออกมาราวร้อยละ ๑๕ จากปริมาณก๊าซมีเทนทั้งหมดในชั้นบรรยากาศ
จากข้อมูลของ FAO ที่คาดการณ์ไว้ว่าจำนวนประชากรโลกอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น ๙ พันล้านคน ภายในปี ค.ศ.๒๐๕๐ ซึ่งจะทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๗๐ โดยความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่าตัว (จาก ๑๓๓ ล้านตัน/ปี ในปี ๑๙๘๐ เพิ่มขึ้นเป็น ๔๕๒ ล้านตัน/ปี ภายในปี ๒๐๕๐) ส่วนความต้องการบริโภคนมอาจเพิ่มขึ้นกว่า ๒ เท่าตัว (จาก ๓๔๒ ล้านตัน/ปี ในปี ๑๙๘๐ เพิ่มขึ้นเป็น ๘๘๐ ล้านตัน/ปีภายในปี ๒๐๕๐) นั่นหมายถึง ผลกระทบที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในระดับท้องถิ่นต่อแหล่งน้ำ อากาศและดิน รวมไปถึงผลกระทบในระดับโลกต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ การหาทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ จึงนับเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับภาคเกษตรที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการหาทางเพิ่มระดับผลผลิตเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร
สำหรับหนทางที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงสัตว์ (โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง) สามารถทำได้ผ่านการปรับปรุงการจัดการฟาร์มให้ดีขึ้น รวมทั้งสายพันธุ์สัตว์และคุณภาพอาหารสัตว์, การนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้พัฒนาหรือปรับปรุงจุลินทรีย์ที่ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนในระบบลำไส้ของสัตว์ให้ดีขึ้น, การใช้อาหารสัตว์หรือสายพันธุ์สัตว์ที่ผ่านการดัดแปรพันธุกรรม (GM) นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนอาหารสัตว์โดยหันมาใช้อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์แบบใหม่ (novel forages and feeds) และการเติมสารเพิ่มประสิทธิภาพลงในอาหารสัตว์จำพวกโปรไบโอติก จุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืช เพื่อปรับปรุงการทำงานของกระเพาะหมัก ก็มีส่วนทำให้ก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงสัตว์ลดลงด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น
๑. การทดลองของมหาวิทยาลัย Aberystwyth ในแคว้นเวลส์ ที่แสดงว่า “อาหารสำหรับโคที่อุดมด้วยสารสกัดจากกระเทียม มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้” โดยทางบริษัท Neem Biotech ได้ทำการสกัดสารอัลลิซิน (Allicin) จากกระเทียมเพื่อนำมาใช้ผสมกับอาหารสัตว์ให้โคและแกะได้กิน โดยพบว่าสารสกัดจากกระเทียมนี้สามารถลดก๊าซมีเทนที่เกิดจากการผลิตของแบคทีเรียที่อยู่ ในระบบการย่อยอาหารของสัตว์ดังกล่าวได้ถึงร้อยละ ๒๐ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการหมักในกระเพาะอาหารของสัตว์ อีกทั้งยังพบว่ามีส่วนทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้เกษตรกรลังเลใจในการนำแนวทางดังกล่าวมาใช้คือ สารสกัดจากกระเทียมมีผลต่อรสชาติของนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งอาจแก้ไขได้ด้วยการหยุดให้สารสกัดจากกระเทียมในช่วงสั้นๆก่อนที่จะมีการรีดนม หรือพัฒนาวิธีสกัด สารอัลลิซิลจากกระเทียมให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป
๒. ผลการทดลองวิจัยของ Reading University และ the Institute of Biological Environmental and Rural Sciences (IBERS) ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การอุดหนุนของกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหารและกิจการชนบท (Defra) แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงอาหารสัตว์มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนและการขับถ่ายไนโตรเจนของวัวควายและแกะได้” เช่น
- การเพิ่มสัดส่วนของข้าวโพดหมัก (maize silage) แทนหญ้า (grass silage) จากร้อยละ ๒๕ เป็นร้อยละ ๗๕ มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ร้อยละ ๖ ต่อนม ๑ ก.ก.
- การให้หญ้าที่มีน้ำตาลสูง (high sugar grasses) ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ร้อยละ ๒๐ ต่อน้ำหนักของสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ๑ ก.ก.
- Naked oats ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนของแกะได้ร้อยละ ๓๓ ส่วน Rapeseed ทำให้การปล่อยก๊าซมีเทนของโคนมลดลงร้อยละ ๒๐ ต่อนม ๑ ลิตร
ผลการทดลองจากทั้ง ๒ มหาวิทยาลัยนี้ทำให้สามารถยืนยันได้ว่า ในระยะสั้นการปรับปรุงอาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงปศุสัตว์หรือการเติมสารเสริมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะหมักของสัตว์ มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ในอนาคตควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบในระยะยาวจากการปรับปรุงอาหารสัตว์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งความเป็นไปได้ในการนำมาใช้และภาระด้านต้นทุนต่อภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์
ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ
ก) ในอนาคตภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ๒ ด้าน นั่นคือ ต้องเร่งการผลิตอาหารเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปด้วย สำหรับการเลี้ยงสัตว์จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภาคเกษตรต่อไป เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตของคนมากกว่า ๑.๓ พันล้านคนทั่วโลกและยังสร้างผลผลิตให้กับภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔๐ จากทั้งหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเลี้ยงสัตว์ก็เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซมีเทนเนื่องจากการหมักในกระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องทำให้มีก๊าซมีเทนถูกปลดปล่อยออกมา และมีแนวโน้มว่าระดับความเข้มข้นของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ตามความต้องการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้น การวิจัยและพัฒนาของภาคเกษตรควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน โดยจะต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด (ดิน, น้ำ, อากาศ) ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ในทุ่งหญ้ากว้างจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ดีกว่าการเลี้ยงแบบหนาแน่น อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสภาพภูมิทัศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ, การเพิ่มผลผลิตสัตว์ต่อหน่วยให้สูงขึ้น , การคัดเลือกพันธุ์สัตว์ที่มีสมรรถนะในการผลิตสูงขึ้น เติบโตเร็วและใช้อาหารสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น, การจัดการกับมูลสัตว์ และที่สำคัญ คือ การปรับปรุงโภชนาการอาหารสัตว์เพราะส่วนประกอบในอาหารมีผลอย่างมากต่อการหมักในกระเพาะอาหารสัตว์ และสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนและแอมโมเนียที่ถูกปล่อยออกมาได้
ข) การปรับปรุงโภชนาการอาหารสัตว์สามารถทำได้โดยการเติมสารเสริมลงในอาหารสัตว์ เพื่อปรับปรุงการทำงานของจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะสัตว์, การเสริมไขมันในอาหารโค ซึ่งจะทำให้โคได้รับพลังงานสูงขึ้นและมีผลต่อการปล่อยก๊าซมีเทน เนื่องจากไขมันมีคุณสมบัติยับยั้งการผลิตมีเทนในกระเพาะหมักของโค, การใช้อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดี (forages) ที่สามารถย่อยได้มากและเร็ว ซึ่งจะทำให้ปริมาณก๊าซมีเทนที่ผลิตและขับออกมาระหว่างการย่อยอาหารของสัตว์ลดลง
นอกจากนี้ การใช้ระบบให้อาหารสัตว์ด้วยความแม่นยำสูง (precision feeding) โดยให้สารอาหารให้ตรงกับความต้องการของโคนมเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและการผลิตนม จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากมูลของโคได้ แต่ว่าการให้อาหารสัตว์ด้วยความแม่นยำสูงจะต้องอาศัยโมเดลทางโภชนาการที่มีความถูกต้องเพียงพอตรงกับความต้องการของสัตว์และการจัดการที่จะช่วยลดความผันผวนในการให้อาหารสัตว์ รวมทั้งการตรวจสอบองค์ประกอบแห้งและสารอาหารที่อยู่ในอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากการให้อาหารสัตว์มากจนเกินไป (over-feeding) อันจะมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากมูลสัตว์แล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสัตว์เนื่องจากจากภาวะทุพโภชนาการอีกด้วย
ค) สำหรับการเติมสารอัลลิซิน (allicin) ที่สกัดจากกระเทียมลงในอาหารสัตว์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขบวนการหมักในกระเพาะอาหารสัตว์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยและมีราคาไม่แพง อีกทั้งไทยก็สามารถปลูกกระเทียมได้มาก แต่ผลผลิตส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การบริโภคของมนุษย์มากกว่า การนำกระเทียมมาผลิตเป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการผลิตกระเทียมของประเทศและช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า แต่อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบในระยะยาวจากการเติมสารสกัดจากกระเทียมในอาหารสัตว์ทั้งต่อสุขภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาวิธีสกัดสารอัลลิซินที่จะไม่ส่งผลต่อรสชาติและกลิ่นของผลผลิตที่ได้จากสัตว์
ง) ทั้งนี้ หน่วยงานของไทยอาจพิจารณาแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีความชำนาญการหรือความสนใจในเรื่องการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อทำการวิจัยร่วมกัน ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตอาหารสัตว์ที่มีประสิทธิผลสูงสุด และเหมาะสมสำหรับสภาพการเลี้ยงปศุสัตว์ของไทยและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ที่มา : Thaieurope.net
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)