วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อียูอาจตัดสิทธิจีเอสพีไทย
สหภาพยุโรป (อียู) มีแนวโน้มเตรียมตัดสิทธิจีเอสพีสินค้า 57 รายการของไทยที่มีส่วนแบ่งตลาดเกินระดับที่กำหนด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ กล้วยไม้ มะละกอ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง อาหารสัตว์ แป้ง ยางรถจักรยานยนต์ ผ้าผืน เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยสินค้าทั้งหมดมีมูลค่าการส่งออกไปยุโรปเฉลี่ย 3 ปี 2552-2554 มูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท) ด้วยเหตุผลรายได้ต่อหัวของไทยเกินเกณฑ์ที่อียูกำหนด 3,700 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 130,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของอียูในการให้สิทธิจีเอสพีนั้น ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เตรียมการเจรจาเพื่อคงสิทธิจีเอสพีของไทย และจะส่งเจ้าห! น้าที่เดินทางไปชี้แจงที่อียูช่วงปลายกรกฎาคมนี้
คาดว่าการตัดสิทธิจีเอสพีของอียูจะมีผลทางปฏิบัติในเดือนมกราคม 2557 สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปที่จะได้รับผลกระทบต้องเสียภาษีจากอัตราเดิม 7% สูงขึ้นเป็นถึง 20% ซึ่งอาจเสียเปรียบคู่แข่งเช่น เวียดนาม มาเลเซีย ผู้ประกอบการไทยบางรายได้เตรียมรับมือโดยเตรียมใช้ฐานการส่งออกจากเวียดนาม และมาเลเซียทดแทน ทั้งเสนอการดำเนินการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยเฉพาะการเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู ซึ่งเคยเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลของมาเลเซีย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (6 ก.ค.55)
วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เม็กซิโกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไข้หวัดนก
รัฐบาลเม็กซิโกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไข้หวัดนกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 หลังพบสัตว์ปีกติดเชื้อกว่า 1.7 ล้านตัว ซึ่งถูกทำลายหรือตายไปกว่าครึ่งภายหลังจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ยืนยันสถานการณ์ระบาดของโรค ซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกได้เตรียมพร้อมในการกักกันปศุสัตว์ ทำลายปศุสัตว์ที่เป็นโรคหรือกลุ่มเสี่ยง ให้วัคซีน และทำลายผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ
เชื้อไข้หวัดนกที่พบระบาดตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2555 นี้เป็นสายพันธุ์ H7N3 ซึ่งสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกไปยังมนุษย์ได้ แต่ยังไม่พบรายงานว่าสามารถติดต่อระห! ว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ไวรัสไข้หวัดนก H7N3 ถือเป็นไวรัสในกลุ่มไข้หวัดใหญ่ เช่นเดียวกับไวรัสไข้หวัดนก H5N1 และไวรัสไข้หวัดสุกร H1N1 เม็กซิโกได้จับตาเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสุกรในปี 2552 ซึ่งไวรัส H1N1 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกและเป็นสาเหตุคร่าชีวิตผู้คนกว่า 17,000 ราย
ที่มา : Hindustantimes (5 ก.ค.55)
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กลุ่มสิทธิสัตว์เรียกร้องให้สหรัฐฯ ห้ามนำเข้าแซลมอนเลี้ยงจากสกอตแลนด์
กลุ่มสิทธิสัตว์ GAAIA และ SOSF เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการนำเข้าแซลมอนเลี้ยงจากสกอตแลนด์ และยังขอให้ร้านค้าปลีกระงับการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่พบว่ากระบวนการเลี้ยงเป็นอันตรายต่อแมวน้ำ
ทั้งสองกลุ่มที่ต่อต้านให้เหตุผลว่า จากการสำรวจของรัฐบาลสกอตแลนด์ในปี 2554 พบว่าฟาร์มแซลมอนกว่า 80% ไม่มีการขึงตาข่ายป้องกันสัตว์ผู้ล่า (anti predator nets) แต่ใช้วิธีการฆ่าแมวน้ำที่บุกรุกพื้นที่เลี้ยงปลาแทน ทั้งนี้ได้เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้า และคาดหวังให้รัฐบาลสหรัฐ! ฯ ผลักดันให้มีการติดตั้งตาข่ายดักแมวน้ำ และอยากให้ทั้งผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และร้านอาหารยกเลิกการสั่งซื้อแซลมอนจากบริษัทที่สนับสนุนการฆ่าแมวน้ำอีกด้วย
ที่มา : TheFishSite (4 ก.ค.55)
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ พัฒนาสารประกอบอินทรีย์ฆ่าเชื้อก่อโรค
นักวิจัยจากหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตร (ARS) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้พัฒนาสารประกอบอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของคลอเรตและสารประกอบไนโตร ที่สามารถใช้ฆ่าเชื้อก่อโรคแทนสารปฏิชีวนะในอนาคต ซึ่งสามารถกำจัดได้ทั้ง Salmonella และ E. coli สายพันธุ์ O157:H7 ที่มีการผลิตสารพิษ Shiga Toxin
เชื้อ Salmonella ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร ซึ่งสหรัฐฯ ต้องสูญเสียงบประมาณรักษาผู้ป่วยกว่า 1.3 ล้านราย ถึงปีละ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.7 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ทั้ง Salmonella และ E. coli ยังทำให้เกิดการสูญเสียปศุ! สัตว์จากโรคลำไส้ในสัตว์วัยอ่อนทั้งสุกรและโค
งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้เคยแสดงให้เห็นผลของสารประกอบคลอเรต ซึ่งเมื่อผสมในน้ำดื่มหรืออาหารให้แก่โค พบว่าช่วยลดปริมาณเชื้อ E. coli และยังพบว่าสามารถลดเชื้อ Salmonella ในไก่งวงและไก่เนื้ออีกด้วย ซึ่งการศึกษาต่อเนื่องพบว่า เมื่อผสมสารประกอบไนโตรจะทำให้ประสิทธิภาพของคลอเรตดีขึ้น 10 ถึง 100 เท่า นักวิจัยสรุปประโยชน์ของสารประกอบดังกล่าวว่า จะสามารถใช้แทนสารปฏิชีวนะเพื่อควบคุมโรคทางเดินอาหารในสัตว์วัยอ่อนได้เป็นอย่างดี
ที่มา : ThePigSite (3 ก.ค.55)
สหรัฐฯ เตรียมเพิ่มชนิดสารตกค้างที่ต้องตรวจสอบในผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) ประกาศเพิ่มรายชื่อสารตกค้างที่ต้องตรวจสอบในผลิตภัณฑ์เนื้อ เนื้อสัตว์ปีก และไข่ โดยจะใช้วิธีการตรวจสอบที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะสามารถตรวจสอบสารกำจัดวัชพืช 55 ชนิด สารปฏิชีวนะ 9 ชนิด โลหะหนัก และสารเคมีอื่นๆ อีกกว่า 50 ชนิด ในตัวอย่างเดียวได้ จากเดิมที่ต้องใช้ตัวอย่างถึง 300 ตัวอย่างจากปศุสัตว์ 300 ตัว
นอกจากนี้ทาง FSIS ยังเตรียมเพิ่มจำนวนการสุ่มเก็บตัวอย่างจากสัตว์ในโรงเชือด จากปัจจุบันสุ่มเพียง 300 ตัวอย่างต่! อปีในสัตว์ 1 ชนิด เพิ่มเป็น 800 ตัวอย่าง ซึ่งหากพบตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนสารตกค้างเกินค่าที่กำหนด ทาง FSIS จะแจ้งต่อไปยัง USFDA เพื่อทบทวนแนวปฏิบัติทางผู้ผลิตที่ส่งสัตว์หรือสัตว์ปีกให้โรงเชือด และ FSIS อาจแจ้งให้โรงเชือดเพิ่มการตรวจสอบและการทบทวน
ประกาศนี้จะเผยแพร่ใน Federal Register ประมาณวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 และหลักเกณฑ์การตรวจสอบแบบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ 30 วัน หลังประกาศใน Federal Register
ที่มา : MeatPoultry (3 ก.ค.55)
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กรมปศุสัตว์จับมือ FAO-OIE เล็ง 2563 ปากเท้าเปื่อยสูญพันธุ์
งานประชุม "FAO/OIE Global Conference on FMD Control ครั้งที่ 2" ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันที่ 27-29 มิถุนายน 2555 มีการเปิดเผยข้อมูลจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ว่าตั้งเป้าที่จะกำจัดโรคปากเท้าเปื่อยให้หมดไปภายในปี 2563 โดยถือว่าเป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยมีภาคตะวันออกที่สามารถควบคุมให้ปลอดโรคมาได้เป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว ซึ่งกรมปศุสัตว์จะยื่นเรื่องให้ OIE ตรวจสอบรับรองเป็นพื้นที่ปลอดโรคระบาดภายในเดือนพฤศจิกายน คาดว่าภายในปี 2556 จะตรวจประเมินเสร็จและสามารถประกาศรับรองได้
! นอกจากนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และ OIE ยังได้เปิดเผยกลยุทธ์ควบคุม FMD ระดับโลก
ตามรายละเอียดดังนี้
http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype=07&id=10514
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ (3 ก.ค.55)
สมาคมกุ้งไทยชี้ปัญหาจีเอสพีของอียูส่งผลวิกฤติภาคส่งออก
นายกสมาคมกุ้งไทยให้สัมภาษณ์กรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศปรับเปลี่ยนเกณฑ์การให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) ทำให้สินค้ากุ้งได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ว่า กุ้งดิบต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 12% จากเดิม 4.2% ส่วนกุ้งสุกและกุ้งปรุงแต่งจะต้องเสียภาษีในอัตรา 20% จากเดิม 7% ในขณะที่มาเลเซียที่เป็นคู่แข่งสำคัญได้ทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว ส่วนเวียดนาม อินเดีย จีน อินโดนีเซีย แม้ไม่ได้ทำเอฟทีเอแต่ก็มีอัตราภาษีที่ได้เปรียบกว่าไทย ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องหาแนวทางช่วยเหลือเจรจาเรื่องจีเอสพีเพื่อให้ไทยไม่ต้องถูกเรียกเก็บอัตราสูงสุดเพียงประเทศเดียว หรือเจรจาขอเอฟทีเอกับอียูโดยเร็ว
! ; แนวโน้มจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้การส่งออกกุ้งของไทยไปอียู ลดลงจาก 20-25% ของการส่งออกทั้งหมด เหลือเพียงไม่ถึง 5% และจะส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรและแรงงาน-ผู้เกี่ยวข้องในระบบกว่า 2 ล้านคนอีกด้วย ซึ่งในขณะนี้เฉพาะสถานการณ์นำเข้าลดลงของสหรัฐฯ ทำให้กุ้งไทยมียอดส่งออกไปยังตลาดสหรัฐลดลงถึง 25% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. ของปีนี้กับปี 2554 แล้ว
ทั้งนี้ ในปี 2540 เคยมีเหตุการณ์ตัดสิทธิจีเอสพีของไทย ซึ่งทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกกุ้งให้กับประเทศคู่แข่ง และปริมาณการส่งออกลดลงเหลือไม่กี่ร้อยตันจากที่เคยส่งออกได้ 30,000 ตัน
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ (3 ก.ค.55)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)