วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
อินโดนีเซีย – โรคไข้หวัดนกเดือนมีนาคม
หน่วยงานควบคุมโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza Disease Controlling Unit - UPPAI) ของกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย ได้รายงานการตรวจพบไข้หวัดนกในสัตว์ปีกระหว่างวันที่1 – 4 มีนาคม 2555 จำนวน 7 ครั้งใน 7 หมู่บ้าน 5 ชุมชน และ 5 จังหวัดของอินโดนีเซีย
5 จังหวัดดังกล่าว ได้แก่ Nusa Tenggara Barat (ใน Bima), West Java (ใน Bandung), Banten (ใน Lebak), Central Java (ใน Semarang) and West Sumatera (ใน Tebing Tinggi) โดยพบสัตว์ปีกตายมากที่สุดที่จังหวัด Bima เมือง Nusa Tenggara Barat แบ่งออกเป็นไก่บ้าน (kampong chicken) จำนวน 5,837 ตัว และไก่ฟาร์ม ! (commercial broilers) จำนวน 1,200 ตัว ซึ่งถ้านับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จำนวนสัตว์ปีกตายสูงถึง 8,500 ตัว
ในขณะที่เมือง West Java ตั้งแต่วันที่ 1 – 3 มีนาคม 2555 พบไก่บ้าน (kampong chicken) ตายเป็นจำนวน 314 ตัว ทั้งนี้ผลของ Rapid tests แสดงว่าสาเหตุการตายทั้งหมดของไก่บ้าน (kampong chicken) มาจากเชื้อไข้หวัดนก แต่ผลของ PCR test แสดงว่ามีเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่ตายด้วยเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งหัวหน้าหน่วยสัตวบาลกล่าวว่าการตายของไก่บ้าน (kampong chicken) อื่นๆ อาจเกิดจากเชื้อไวรัสในสัตว์ปีก
UPPAI แจ้งว่าการแยก การเฝ้าระวัง การฆ่าเชื้อโรค การให้คำแนะนำ และควบคุมการกระจายของสัตว์ปีกถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมไข้หวัดนกในพื้นที่เกิดการระบาด
ที่มา : WorldPoultry.Net (08/03/55)
วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555
สหรัฐอเมริกาฟ้องร้องอินเดียกรณีกีดกันเปิดตลาดสินค้า
ประเทศอินเดียไม่ยอมรับกรณีประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวหาอินเดียกีดกันการนำเข้าสัตว์ปีกจากสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐกล่าวว่าการกำหนดภาษีนำเข้าในอัตราสูงแก่สินค้าน่องไก่ราคาถูก ก็เพื่อเป็นการป้องกันการทุ่มตลาดสินค้าดังกล่าว อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหรัฐอเมริกาได้ทุ่มตลาดน่องไก่ราคาถูกในประเทศอินเดีย (25 cents/กิโลกรัม คิดเป็น 18 รูปี/กิโลกรัม) และเพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร รัฐบาลได้กำหนดภาษีนำเข้าที่ 104% สำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากสหรัฐอเมริกา
ได้มีการรายงานว่าสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาฟ้องร้องอินเดียในเวที WTO ในประเด็นกีดกันการเปิดตลาดส! ินค้าสัตว์ปีก ซึ่งสหรัฐอเมริกาเคยได้ฟ้องร้องจีนมาแล้วในกรณีเดียวกัน
ที่มา : The MeatSite.com (06/03/55)
ยูเครนห้ามนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์นมจากเบลารุสชั่วคราว
เจ้าหน้าที่ยูเครนแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา เรื่องการห้ามนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์นมจากประเทศเบลารุสเป็นการชั่วคราว หน่วยงานสัตวแพทย์และสุขอนามัยพืชแห่งรัฐ (The State Veterinary and Phytosanitary Service) ได้ออกแถลงการณ์ ห้ามนำเข้าหมูเนื่องจากกลัวการแพร่กระจายของโรคอหิวาต์สุกรอัฟริกัน (African swine fever - ASF)
โรคอหิวาต์สุกรอัฟริกัน (ASF) เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายร้ายแรงในหมู แต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ กำลังแพร่กระจายไปในประเทศเบลารุสจากประเทศรัสเซีย สถานกา! รณ์ในรัสเซียและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะการณ์ของโรค ASF ในเบลารุส ก่อให้เกิดการคุกคามความปลอดภัยด้านชีวภาพในประเทศยูเครน อีกทั้ง ยังได้มีการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากประเทศเบลารุสเป็นการชั่วคราวด้วย เนื่องจากมีการตรวจพบยาสัตว์ตกค้าง ในปริมาณที่สูงกว่าที่กำหนดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ที่มา : The MeatSite.com(06/03/55)
โควต้านำเข้าสัตว์ปีก ไทย – สหภาพยุโรป
กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ยืนยันผลลัพธ์ของการเจรจากับสหภาพยุโรปในการจัดสรรโควต้าการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก โดยไทยได้รับโควต้านำเข้าสัตว์ปีกจำนวน 30,810 ตัน หรือ 31.5% ของจำนวนโควต้าทั้งหมดของสินค้าสัตว์ปีก 6 ประเภท ได้แก่ ไก่สำเร็จรูป เป็ดสดและสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ปรุงสุกพร้อมรับประทานที่มีส่วนผสมของไก่และเป็ด
ทั้งนี้ คณะรัฐบาลได้เห็นชอบในข้อตกลงและจะยื่นเสนอต่อรัฐสภาต่อไป โดยทางสหภาพยุโรปคาดว่าจะนำระบบโควต้าใหม่มาใช้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 นี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ไทยจะได้รับโควต้านำเข้าไก่สำเร็จรูปจำนวน 16,000 ตัน แล! ะภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ 10.9% ส่วนนอกโควต้า ภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ 2,765/ ตัน (112,000 บาท/ ตัน) ในส่วนของเป็ดโควต้าจะอยู่ที่ 14,000 ตัน และภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ 10.9% สำหรับเป็ดสดโควต้าจะอยู่ที่ 10 ตัน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 อัตราภาษีภายใต้โควต้าจะอยู่ที่ 630/ตัน ส่วนนอกโควต้าจะอยู่ที่ 2,765/ตัน โดยไทยได้ส่งออกเต็มจำนวนโควต้าที่ 160,033 ตันในส่วนของเนื้อไก่ปรุงสุก ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกไปสหภาพยุโรปเป็นจำนวน 200,000 ตัน แต่ไทยไม่ได้ส่งออกเนื้อไก่ดิบเต็มจำนวนโควต้าที่ 92,610 ตัน
ที่มา : Meat Trade News Daily (08/03/55)
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555
จีนซื้อข้าวโพดและถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 จีนสั่งซื้อข้าวโพดและถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวน 110,000 และ 285,000 เมตริกตัน ตามลำดับ ทำให้เกิดข่าวตามมาว่า จีนมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและผลผลิตในประเทศอเมริกาใต้ และหันมาสั่งซื้อเมล็ดพันธ์พืชจากประเทศสหรัฐอเมริกาแทน
ตั้งแต่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ราคาถั่วเหลืองได้สูงขึ้นเกือบ 15% เนื่องมาจากข่าวอุณหภูมิที่สูงขี้นและ ความแห้งแล้งในประเทศบราซิล และการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ของสหรัฐอเมริกา
&n! bsp; จีนได้กลายเป็นผู้ซื้อข้าวโพดรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ด้วยปริมาณการสั่งซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.6 ล้านเมตริกตัน เปรียบเทียบกับช่วงสัปดาห์นี้ของปีที่แล้วที่ปริมาณ 313,000 เมตริกตัน รวมทั้งขยับอันดับการสั่งซื้อถั่วเหลืองเป็น 16.2 ล้านเมตริกตัน เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้วที่ 19.5 ล้านเมตริกตัน
ที่มา : Farms.com (6/03/55)
อเมริกาสั่งเพิ่มข้อมูลโภชนาการบนฉลากสำหรับเนื้อสัตว์
ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2555 ผู้บริโภคจะสามารถทราบข้อมูลทางโภชนาการ (Nutrition Facts) ของสินค้าประเภทเนื้อดิบ เนื้อสับ/บด เนื้อหั่น จากฉลากสินค้าได้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงาน Food Safety and Inspector Service (FSIS) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตจะต้องมีการติดข้อมูลทางโภชนาการ
(Nutrition Facts) ไว้บนฉลากของตัวผลิตภัณฑ์ หรือบนชั้นวางสินค้า ซึ่งทำให้ผู้บริโภคทราบข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจในการซื้อสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยข้อมูลที่ต้องระบุบนฉลาก ได้แก่ จำนวนแคลอร! ี่ จำนวนกรัมของไขมันและไขมันอิ่มตัว ของผลิตภัณฑ์นั้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบจำนวนแคลอรี่ และปริมาณไขมัน เช่น จำนวนแคลอรี่ และปริมาณไขมัน ของเนื้อไก่งวงบด เนื้อสับ หรือเนื้อหมูหั่นเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบสินค้าและเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการในการบริโภค
กฎระเบียบนี้ได้ออกบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2554
ทั้งนี้ผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://federalregister.gov/a/2010-32485 และดูตัวอย่างฉลากได้ที่
&nb! sp; http://www.fsis.usda.gov/PDF/Nutrition_Panel_Format.pdf
ทั้งนี้ถ้าต้องการแสดงฉลากเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษร่วมด้วย (Bilingual Nutrition Facts Label) บนฉลาก ให้แสดงภาษาที่สองตามหลังภาษาอังกฤษ เช่น Calories/Calorías 260 Calories from Fat/ Calorías de Grasa 120
ที่มา : U.S. Department of Agriculture's Food Safety
and Inspection Service (FSIS)(06/03/55)
วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555
ซื้อยามาฉีดเอง ต้องดู!
ที่มา http://amnuaycowtech.blogspot.com/
ได้ดูโฆษณา เครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อหนึ่งที่มีคำในโฆษณาว่ามีวิตามิน บี 12 ล่าสุดมีโฆษณาตัวใหม่ออกมาที่พี่แอ็ด คาราบาวร้องเพลงท่อนหนึ่งว่า “ให้ดูที่ฉลาก ๆ “ ซึ่งประกอบกับการที่ผมได้ไปเห็นตู้ยาประจำฟาร์มหลายๆฟาร์มครับ มีขวดยาอยู่เยอะมากบ้างก็ใช้หมด บ้างก็ไม่หมด เหลือขวดละนิดอย่างละหน่อยแม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน ยาบางขวดซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้เลยแต่ว่ายาเปลี่ยนสีแล้วครับหมดอายุแล้วก็มี น่าเสียดาย บทความฉบับนี้ผมจึงอยากนำเสนอการอ่านฉลากยาและเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องตามคำแนะนำบนฉลาก และใช้เท่าที่จำเป็น ให้คุ้มค่ากับเงินที่ซื้อมามากที่สุดครับ
ขั้นตอนแรก อ่านควรดูข้อมูลยาจากกล่องยา ยาบางอย่างฉลากจะอยู่ในกล่องอย่างมิดชิด เจ้าของร้านคงไม่ให้เราเปิดกล่องยานำฉลากออกมาอ่านก่อนซื้อหรอกใช่มั้ยครับ ข้อมูลเบื้องต้นในกล่องยาซึ่งจะคล้ายๆกับสติกเกอร์ที่ติดในขวดยาคือข้อมูลทั่วไปที่มีอย่างละเอียดในฉลากยา แต่สิ่งแรกที่อยากให้ดูคือดูว่ายามีทะเบียนหรือไม่ ดูวันหมดอายุของยาซี่งจะเขียนอย่างชัดเจนว่า ยาสิ้นอายุ : , วันสิ้นอายุ , หรือ ExP. Date จะได้ทราบว่ายานี้หมดอายุหรือยังหรือว่าใกล้หมดอายุแล้ว เราจะใช้ทันจนหมดหรือไม่ สำหรับยาบางชนิดที่เป็นขวดไม่มีกล่องหุ้มให้สังเกตุสีของยาว่ามีการเปลี่ยนสีหรือไม่ หากยาเปลี่ยนสีแสดงว่ายาหมดอายุ หรือโดนแสงแดดการเก็บรักษาไม่ถูกต้อง ยาบางชนิดจะมีการตกตะกอนเช่น ยาอม็อกซี่ ยาเพ็นสเตร็ป ให้ลองเขย่าแรงๆสัก4-5 รอบแล้วดูว่ายาละลายเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ นี้เป็นข้อพิจาณาก่อนซื้อยาเบื้องต้นครับ
ขั้นตอนต่อมาเมื่อซื้อยามาแล้วให้แกะฉลากยาออกมาอ่านให้เข้าใจก่อนใช้ยาครับ ซึ่งฉลากยาจะประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้
1. ชื่อยา ซึ่งมีทั้งชื่อทางการค้า หรือชื่อยี่ห้อ เป็นชื่อที่ทางบริษัทผู้ผลิตเป็นคนตั้งชื่อ และชื่อสามัญทางยา ยกตัวอย่างยาในคน ชื่อทางการค้าว่าซาร่า ,ซีมอล.. ชื่อสามัญทางยาคือ พาราเซตามอล นั่นเองเพียงแต่ว่าเจ้ายาพารามันมีหลายบริษัทหรือหลายยี่ห้อเท่านั้นเองครับ แต่โดยส่วนมากแล้วคนมักจะจำชื่อทางการค้าได้เนื่องจากได้ยินในโฆษณาและในฉลากยาก็มักจะมีขนาดตัวอักษรใหญ่กว่าชื่อสามัญทางยาด้วย
2. เลขทะเบียนยา เรามักจะได้ยินกันว่า ยามีทะเบียน กับยาไม่มีทะเบียน สำหรับยามีทะเบียนนั้นมักจะมีข้อเสียคือมันแพง จึงมียาลอกเลียนแบบ หรือยาปลอมคือยาที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่ได้มีการตรวจพิสูจน์คุณภาพ ความเป็นอันตรายใดๆ บางอย่างทำกันง่ายมากเขย่าๆหลังบ้านก็นำมาขายได้แล้วจึงมีราคาถูกมากแต่ไม่รับรองผลการใช้นะครับ วกมาเข้าเรื่องครับ คำว่า Reg.No หรือเลขทะเบียนที่ หรือทะเบียนยา เขาจะเขียนด้วยเลขทะเบียน เช่น 2F 35/50 ซึ่งมีความหมายดังนี้ตัวเลขหน้าตัวอักษร แสดงถึงจำนวนตัวยาสำคัญในยานั้น เลข 1 จะมีตัวยาออกฤทธิ์เพียงตัวเดียวส่วนเลข 2 จะมีตัวยาออกฤทธิ์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ตัวอักษรภาษาอังกฤษจะมีตั้งแต่ A-K , ยาสำหรับสัตว์จะนำหน้าด้วยอักษร D ,E หรือF ที่เหลือจะเป็นยาสำหรับคน หากเป็นอักษร D จะเป็นยาผลิตในประเทศ E เป็นยานำหรือสั่งเข้าจากต่างประเทศแล้วนำมาทำการแบ่งบรรจุ (repack)ในประเทศ F เช่นยาในตัวอย่างนี้จะเป็นยานำเข้าหรือสั่งเข้าจากต่างประเทศ ส่วนตัวเลขต่อจากภาษาอังกฤษจะเป็นลำดับที่ที่ได้รับอนุญาติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และทับเลขท้ายด้วย ปี พ.ศ.ที่ขึ้นทะเบียนยา
3. ส่วนประกอบของยา จะบอกส่วนประกอบที่เป็นตัวยาออกฤทธิ์คือยาอะไร ซึ่งชื่อจะคล้ายกับชื่อสามัญทางยานั้นละครับ เช่นบอกว่าส่วนประกอบใน 1 ซีซี ประกอบด้วยยา 1.2 3. อะไรบ้าง ยาบางยี่ห้ออาจบอกส่วนประกอบใน 100 ซีซีก็ได้ครับตรงนี้อาจจะปวดหัวนิดหน่อยเพราะเป็นชื่อยาภาษาอังกฤษซะเป็นส่วนใหญ่
4. สรรพคุณ ข้อบ่งใช้ของยา จะบอกอย่างกว้างๆว่ายาตัวนี้เหมาะสำหรับการรักษาหรือป้องกันโรคอะไร ใช้ในกรณีไหนได้บ้าง เหมาะกับเชื้อโรคตัวไหนได้ผลดี รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร หรือทางเดินปัสสาวะได้ผลดี
5. ขนาดและวิธีใช้ จะบอกว่าในสัตว์แต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็น หมู หมา ไก่ วัว ควาย จะต้องใช้ยามากน้อยขนาดไหน คือฉีดกี่ซีซีต่อน้ำหนักตัวกี่กิโลกรัม ฉีดวันละกี่ครั้ง กี่วัน วิธีการใช้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เข้าเส้นเลือด หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือได้หลายวิธีก็ต้องปฎิบัติตามนะครับ
6. การหยุดยา จะบอกว่าต้องต้องหยุดใช้ยานี้กี่วันก่อนส่งโรงฆ่าสำหรับบริโภคเนื้อ หรือหยุดใช้ยากี่วันกี่มื้อรีดนมสำหรับโคนมหรือแพะนม อันนี้เราต้องคิดถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วยนะครับ
7. คำเตือน หรือข้อห้าม เช่นให้เขย่าขวดก่อนใช้ยา หรือห้ามใช้กับสัตว์ที่เป็นโรคใต หรือห้ามใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาอีกชนิดหนึ่ง หรือห้ามผสมในไซริงค์เดียวกัน ห้ามใช้กับสัตว์ท้อง เป็นต้น ส่วนคำว่า“ยาอันตราย” นั้นหมายถึงว่าหากใช้ไม่ถูกต้องทั้งปริมาณและระยะเวลา อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เพราะฉะนั้นควรใช้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ ซึ่งประเภทของยานี้จะเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน
8. เลขที่ หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ซึ่งมักใช้คำย่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่น Lot No., Cont.No., Batch No. หรือ L,C,L/C,B/C แล้วตามด้วยเลขแสดงครั้งที่ผลิต
9. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิตจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย ในกรณที่เป็นยาผลิตในประเทศนำหรือสั่งเข้ามาต้องมีชื่อเมืองและประเทศที่ตั้งสถานที่ผลิตยา พร้อมทั้งชื่อของผู้นำหรือสั่งเข้ามาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่นำ/สั่งยานั้น ๆ
10. การเก็บรักษา เช่นเก็บในที่เย็นหรืออุณหภูมิไม่มากกว่ากี่องศา ควรเก็บในที่พ้นแสง เก็บให้พ้นมือเด็ก เป็นต้น ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเพราะหากเก็บรักษายาไม่ดีแล้วจะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพเร็ว การรักษาไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง
11. วันหมดอายุ วันเดือนปีที่ผลิตยา มักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิต ยาบางชนิด เช่นยาปฏิชีวนะจะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อว่า Exp.Date ซึ่งย่อมากจาก Expiration Data แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยานั้นหมดอายุ โดยมากแล้วยาที่นำเข้าจากต่างประเทศมักจะมีอายุการใช้ภายใน 2 ปีนับจากวันผลิต ส่วนยาที่ผลิตในประเทศไทยจะมีอายุการใช้งานก่อนหมดอายุนานกว่าครับ
ถึงตอนนี้ทุกท่านคงจะทราบกันแล้วว่าฉลากหรือเอกสารกำกับยานั้น มีความสำคัญอย่างไร และให้ประโยชน์กับเรามากน้อยแค่ไหน อย่าลืมนะครับอ่านซักนิดก่อนซื้อ ดูให้ดีก่อนใช้ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองครับ สวัสดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)