หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

ฮ่องกงไฟแดงนำเข้าสัตว์ปีกและไข่จากจีน หลังพบผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกในจีน

 
                 ศูนย์ความปลอดภัยอาหารฮ่องกงรายงานว่าฮ่องกงยังคงระงับการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิต
แช่เย็น แช่แข็งและไข่จากจีนเป็นเวลา 21 วัน หลังจากพบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดนกในเมือง
เซินเจิ้น 

                 ฮ่องกงระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 โดยระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวที่มาจากภายในระยะทาง 13 กิโลเมตรจากที่อยู่อาศัยของผู้เสียชีวิตในเมืองเซินเจิ้น 

                 นอกจากนี! ้กระทรวงเกษตร ประมงและอนุรักษ์กำลังดำเนินการหาสาเหตุการตายเพิ่มเติมของนกนางนวลขอบปีกขาว 2 ตัวในเมืองตืนมูนและเกาะลันเตา ฮ่องกงซึ่งผลการตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก

                 ทั้งนี้ 2 สัปดาห์หลังตรวจพบไวรัส H5N1 ในซากไก่ตัวหนึ่งในตลาดค้าส่ง ฮ่องกงได้ฆ่าสัตว์ปีกจำนวน 19,451 ตัว ในจำนวนนี้เป็นไก่กว่า 15,000 ตัว
 
 
ที่มา : World Poultry (06/01/55

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

จีนบรรเทาความวิตกหลังไข้หวัดนก

เจ้าหน้าที่สาธารสุขจีน พยายามควบคุมความวิตกกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก หลังจากมีผู้เสียชีวิตในมณฑลเซินเจิ้น เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ผู้เสียชีวิตคือนาย เฉิน อายุ 39 ปี พนักงานขับรถโดยสาร โดยนายเฉิน เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกจากไวรัสไข้หวัดนก ในช่วง 18 เดือน เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค กล่าวว่าเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ตั้งแต่เกิดการระบาดของไข้หวัดนกในปี 2546 ประชาชนกว่า 500 คนทั่วโลกติดเชื้อ และ 60 % เสียชีวิต

เมื่อเร็วๆนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนกลุ่มนักวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ! และ สหรัฐฯ ที่กล่าวว่าสามารถดัดแปลงสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดนกให้สามารถแพร่กระจายสู่มนุษย์ และทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวอาจส่งผลเสี่ยงร้ายแรง จนต้องมีการควบคุมอย่างรัดกุม นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงแห่งสหรัฐฯได้ขอให้ยกเลิกงานวิจัยชิ้นนี้ เนื่องจากอาจมีการนำข้อมูลที่ได้ตีพิมพ์ไปใช้สำหรับการผลิตอาวุธชีวภาพร้ายแรงเพื่อใช้ในการก่อการร้าย

การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดนั้นเป็นที่สนใจจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างแพร่หลายในทวีปเอเชียโดยเฉพาะเกาะฮ่องกง ส่วนจีนมีอัตราความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลกเนื่องจากประชากรที่หนาแน่น และการเลี้ยงไก่ในบริเวณที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยจากรายงานของแหล่งข่าวในพื้นที่ พบว่านายเฉินซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลเซินเจิ้นซึ่งมีพรมแดนติดกับเกาะฮ่องกง เสียชีวิตด้วยอาการอวัยวะภายในล้มเหลว หลังจากเข้ารักษาอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสในโรงพยาบาลโดยที่ตัวผู้ป่วยไม่ได้มีการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะในช่วงหนึ่งเดือนก่อนมีอาการป่วย แต่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตมา! ออกกำลังกายในเขตอนุรักป่าไม้ซึ่งมีนกป่าอพยพจำนวนมาก

&nb! sp; ; ศูนย์ป้องกันสาธารณสุขฮ่องกง กล่าวว่าไวรัสที่พบนั้น คล้ายคลึงกับเชื้อที่พบในนกป่า จากการตรวจสอบตัวอย่างเชื้อ พบว่าสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส อะแมนตาดีน

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการฮ่องกงฆ่าไก่ กว่า 17,000 ตัวในตลาดค้าส่งสัตว์ปีกหลังจากพบเชื้อไข้หวัดนก พร้อมระงับการนำเข้าไก่จากจีนเป็นเวลา 21 วัน เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ ในเดือนธันวาคมมีการฆ่าไก้นับพันใน มณฑลเซินเจิ้น หลังจากตรวจพบเชื้อ H5N1 ในไก่ 3 ตัว



ที่มา : The Irish Times (05/01/55)

มาเลย์เฝ้าระวังไข้หวัดนก หลังมีผู้เสียชีวิต 1 รายในจีน

นาย Datuk Seri Liow Tiong Lai รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียออกมาแจ้งเตือนประชาชนชาวมาเลเซียให้เฝ้าระวังไข้หวัดนกหรือ H5N1 แต่ไม่ควรตื่นตระหนก โดยแนะนำให้ประชาชนชาวมาเลเซียหลีกเลี่ยงการเข้าไปในฟาร์มเลี้ยงไก่และพบแพทย์ทันทีที่เป็นหวัดหรือมีไข้ นอกจากนี้กระทรวงฯจะดำเนินการตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารในทุกสนามบิน โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากจีน ฮ่องกง เวียดนาม และอินโดนีเซีย หากผู้โดยสารมีอุณหภูมิร่างกายสูงจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อกักตัว แต่ในขณะนี้ยังไม่มีผู้โดยสารรายใดถูกกักตัว และยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในมาเลเซีย

&nbs! p; รัฐมนตรีกระทรวงฯออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังไข้หวัดนกหลังจากนายเฉิน ชาวจีนอายุ 39 ปี เสียชีวิตจากไข้หวัดนก เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งมีพรมแดนติดกับฮ่องกง ก่อนหน้านี้ฮ่องกงได้กำจัดไก่นับพันตัวหลังจากไก่ 3 ตัว ติดเชื้อ H5N1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

หน่วยงานสาธารณสุขของเมือง รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 นายเฉินมีไข้และหลังจากนั้น 4 วันจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและตรวจพบว่ามีอาการปอดปวมขั้นรุนแรง นอกจากนี้ ผู้เสียชีวิตไม่ได้สัมผัสไก่ก่อนที่จะป่วยและไม่ได้เดินทางออกจากเมืองนี้


ที่มา : The Star Online (05/01/55

อินเดียขยายเวลาไฟแดงสินค้านมจากจีนออกไปอีก 6 เดือน

คณะกรรมการการค้าต่างประเทศของอินเดีย (DGFT) ระบุว่าอินเดียขยายเวลาระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีนออกไปอย่างน้อยจนถึงเดือนมิถุนายน 2555

ก่อนหน้านี้ การระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีนมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 24 ธันวาคม 2554 แต่อินเดียขยายระยะเวลาดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2555 โดยการระงับการนำเข้านี้ครอบคลุมนมและผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีนมหรือธาตุน้ำนมเป็นส่วนประกอบ เช่น ช็อกโกแล็ตและขนมหวาน นอกจากนี้ แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมนมอินเดียคาดว่าการระงับการนำเข้าจะดำเนินต่อไปหากยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยใน! ภาคอุตสาหกรรมนมจีนหลงเหลืออยู่

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) ของ จีนรายงานว่าผลิตภัณฑ์นมของบริษัท Mengniu ปนเปื้อนอะฟาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในตับ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปนเปื้อนอะฟาท็อกซินชนิดเอ็ม 1 ที่ 1.2 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตามบริษัทได้ทำลายและระบุสาเหตุการปนเปื้อนสารพิษดังกล่าวว่าเกิดจากการให้อาหารสัตว์ที่หมดอายุแก่วัว

ก่อนหน้านี้ ในปี 2551 อินเดียเคยระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีนเนื่องจากเหตุการณ์นมผงปนเปื้อนเมลานินซึ่งส่งผลทำให้มีเด็กเจ็บป่วยกว่า 300,000 ราย และมีเด็กทารกเสียชีวิตจำนวน 12 ราย


ที่มา : Food Navigator (05/01/55)

อินโดเก็บภาษีศุลกากรวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่ม 5 %

กระทรวงการคลังอินโดนีเซียประกาศว่าอินโดนีเซียจะเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าเพิ่ม 5 % สำหรับสินค้า 23 รายการที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555

นาย Sudirman FX ประธานกรรมการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์อินโดนีเซีย กล่าวว่าการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้น 0 -5 % ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์ปีกเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าราคาอาหารสัตว์ปีกจะเพิ่มขึ้น 10 % ดังนั้นราคาเนื้อสัตว์ปีกและไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

! นาย Sudirman FX เห็นด้วยกับการเก็บภาษีศุลกากรข้าวโพดเพิ่ม 5 % เนื่องจากเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในประเทศ แต่วัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ เช่น กากเรพซีด อาหารถั่วเหลือง และดีดีจีเอส หรือ กากข้าวโพดที่เหลือจากอุตสหกรรมโรงงานการผลิตเอทานอล เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ ดังนั้นจึงไม่ควรเก็บภาษีเพิ่ม 5 % เพราะไม่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2553 อินโดนีเซียนำเข้าดีดีจีเอส 200,000 ตัน ในปี 2554 อินโดนีเซียนำเข้าดีดีจีเอส 300,000 ตัน และคาดว่าในปี 2555 จะนำเข้ามากขึ้น ดังนั้นการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าเพิ่มจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์แน่นอน



ที่มา : World Poultry (05/01/55

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ไข้หวัดนกระบาดในบังกลาเทศอีกครั้ง 4 ฟาร์มภายในเดือนเดียว

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบไข้หวัดนกชนิดสายพันธุ์รุนแรง หรือ H5N1 ระบาดในฟาร์มแห่งหนึ่งในเขต Meherpur ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุง Dhaka แต่ได้ทำลายไก่แล้วจำนวน 1,803 ตัว และไข่ 994 ฟองเมื่อคืนวันที่ 26 ธันวาคม 2554

การระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งนี้นับเป็นการระบาดครั้งที่ 4 ในบังกลาเทศนับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้าการระบาดครั้งล่าสุด บังกลาเทศทำลายไก่จำนวน 14,000 ตัวและไข่ 50,000 ฟองในฟาร์ม 3 แห่ง นับตั้งแต่การกลับมาระบาดในเดือนพฤศจิกายน ไข้หวัดนกได้ระบาดไปยังเขตอื่นๆ 4 เขต เช่น Man! ikganj ตอนกลาง และ Rajbarbi ทางตอนใต้ และประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน พบการระบาดของไข้หวัดนกที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเขต Bagerhat ทางตอนใต้

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงประมงและปศุสัตว์กล่าวว่าไม่คาดคิดว่าจะมีการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดนกในช่วงเวลานี้ แต่ก็ไม่ควรละเลยความเป็นไปได้ของการกลับมาระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดนกในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากไข้หวัดนกมักระบาดมากในช่วงฤดูนี้

กระทรวงฯได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กระตุ้นให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันนับตั้งแต่พบการระบาดของโรค นอกจากนี้ยังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามฆ่า ทำลาย กำจัดและการทำให้ปลอดเชื้ออย่างเหมาะสมทันทีหลังพบการระบาด

บังกลาเทศเป็นประเทศที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง (HP! AI) เนื่องจากมีมาตรการชีวอนามัยที่ไม่เพียงพอ มีการเลี้ยงไก่และ! เป็ดรวมก ัน การจำหน่ายนกมีชีวิตและการติดตามการระบาดของโรคอย่างไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 พบการติดเชื้อในมนุษย์เป็นครั้งแรกในบังกลาเทศ โดยผู้ติดเชื้อเป็นเด็กอายุ 16 เดือน



ที่มา : Xinhua News (04/01/55

อินโดยังคงต้องเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดนก

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2554 Rita Kusriastuti ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคระบาดสัตว์ กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียกล่าวว่าอินโดนีเซียยังคงต้องเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง หรือ H5N1 ต่อไป แม้ว่าการติดเชื้อของโรคดังกล่าวลดลงก็ตาม เนื่องจากการเลี้ยงไก่ในระดับครัวเรือนซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของประชากรในประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก

ตัวเลขการติดเชื้อที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าการระบาดจะสิ้นสุดลง ดังนั้นอินโดนีเซียจึงต้องเฝ้าระวังไข้หวัดนกและประกาศว่าอินโดนีเซียยังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด เนื่องจากในขณ! ะนี้ยังไม่มีระบบจัดการที่ดีสำหรับการเลี้ยงไก่ในระดับครัวเรือน

ผู้ผลิตไก่ในระดับอุตสาหกรรมส่วนใหญ่นำมาตรการทางสุขอนามัยมาปรับใช้ เช่น การทำให้เล้าไก่ปลอดเชื้อ และการรักษาอนามัยส่วนบุคคลหลังจากสัมผัสไก่ แต่การเลี้ยงไก่ในระดับครัวเรือนมักรักษาสุขอนามัยได้ไม่เพียงพอ เช่น การทำให้เล้าไก่ปลอดเชื้ออย่างไม่เพียงพอ หรือตั้งเล้าไก่ไว้ใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งเป็นการทำให้มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเป็นเรื่องยากในการห้ามเลี้ยงไก่ในระดับครัวเรือนเนื่องจากประชากรทั่วประเทศต้องพึ่งพาไก่ที่เลี้ยงเองเป็นแหล่งอาหาร
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WTO) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2546 – 2554 ทั่วโลกมีการระบาดของไข้หวัดนก 566 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตจำนวน 332 ราย และเฉพาะอินโดนีเซียประเทศเดียวในช่วงดังกล่าวมีการระบาดของไข้หวัดนกจำนวน 179 ครั้งซึ่งเป็นการระบาดใน 13 จังหวัด ทำให้มีผู้เสียชีว! ิต 147 ราย

&n! bsp;&nbs p; ในปี 2546 อินโดนีเซียพบการติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์เป็นครั้งแรก และในปี 2548 พบการติดเชื้อของไข้หวัดนกครั้งแรกในมนุษย์ การติดเชื้อในมนุษย์ดังกล่าวทำให้เกิดการลงนามในความตกลงการควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกระหว่าง อินโดนีเซีย สหรัฐฯ สิงคโปร์ ในเมืองปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเตรียมพร้อมในการรับมือการระบาดของไข้หวัดนกในภูมิภาค ความตกลงดังกล่าวมีระยะเวลา 4 ปีซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554

ในปีนี้ อินโดนีเซียพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนกครั้งแรกในเดือนตุลาคม โดยผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก 2 รายจากบังกลี นับจนถึงปัจจุบันนี้ มีการยืนยันพบการติดเชื้อไข้หวัดนกในมนุษย์เพียง 9 ราย




ที่มา : The Jakarta Post (04/01/55